เกี่ยวกับมจร แพร่

พระชีวประวัติโดยสังเขป

   พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี (พระองค์เจ้ารำเพยภมราภิรมย์) มีพระนามเดิมว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันอังคาร เดือน ๑๐ แรม ๓ ค่ำ ปีฉลู เบญจศก ตรงกับวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๓๖๙ พระองค์เป็นพระราชปิโยรสที่สนิทเสน่หา ของสมเด็จพระบรมชนกนาถมาแต่ทรงพระ เยาว์โปรดให้เสด็จอยู่ใกล้ชิดพระองค์เสมอ แม้ในเวลาเสด็จประพาสหัวเมืองใกล้หรือไกลก็โปรดให้โดยเสด็จด้วยทุกครั้ง พอทรงพระเจริญขึ้นก็ได้รับสนองพระบรมราชโองการในพระราชกิจใหญ่น้อยต่างพระเนตรพระกรรณตลอดรัชกาล

   สำหรับการศึกษาวิชาทั้งปวง พระองค์ทรงเล่าเรียนในสำนักพระเจ้าอัยยิกาเธอกรมหลวงวรเสรฐสุดา ซึ่งเป็นขัตติยนารีทรงรอบรู้ทั้งอักขรสมัยและโบราณราชประเพณี นอกจากนี้ก็ทรงศึกษาวิชาการต่าง ๆ ซึ่งนับถือกันในสมัยนั้นว่า สมควรแก่พระราชกุมารทุกอย่าง เช่น ภาษามคธ ทรงมีพระปริยัติธรรมธาดา (เปี่ยม) เมื่อยังเป็นหลวงราชาภิรมย์ กรมราชบัณฑิต เป็นพระอาจารย์ การยิงปืนไฟ ทรงศึกษาในสำนักพระยาอภัยศรเพลิง (ศรี) วิชามวยปล้ำ กระบี่กระบอง ทรงศึกษากับหลวงพลโยธานุโยค(รุ่ง) วิชาอัศวกรรม ทรงศึกษาในสำนักหม่อมเจ้าสิงหนาท ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระพิทักษเทเวศร์ และวิชาคชกรรม ทรงศึกษากับสมเด็จพระบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยาบำราบปรปักษ์ แต่วิชารัฎฐาภิบาลราชประเพณี และโบราณคดีทั้งปวง พระบาทสมเด็จพระบรมชนกนาถพระราชทานการฝึกสอนเองตลอดมา

  ในปี พ.ศ. ๒๔๐๔ สมเด็จพระบรมชนกนาถโปรดให้จัดการพระราชพิธีรับพระราชทานพระสุพรรณบัฏ เฉลิมพระนามว่าสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ฯ และให้เป็นเจ้าฟ้าต่างกรม มีนามกรมว่า กรมหมื่นพิฆเนศวรสุรสังกาศ โปรดให้จัดหาครูฝรั่งที่เมืองสิงคโปร์คือนางแอนนา เลียวโนเวนส์ เข้ามาสอนภาษาอังกฤษแก่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอฯ พระองค์ทรงเล่าเรียนภาษาอังกฤษดังกล่าวอยู่จนครบกำหนดผนวชเป็นสามเณร

  ในปี พ.ศ. ๒๔๐๙ และเมื่อทรงลาผนวชเสด็จออกไปอยู่ฝ่ายหน้าแล้วก็ได้ทรงเล่าเรียนต่อจากหมอจันดเล มิชชันนารีชาวอเมริกันพร้อมๆ กับที่สมเด็จพระบรมชนกนาถทรงกวดขันในเรื่องราชการงานแผ่นดินยิ่งขึ้น คือนอกจากที่เสด็จเข้าเฝ้าและโดยเสด็จตามปกติในเวลากลางคืน ถ้าทรงพระราชวินิจฉัยข้อราชการก็มีรับสั่งให้หาสมเด็จพระราชโอรสเข้าไปปฎิบัติประจำพระองค์ เพื่อรับฟังพระบรมราโชวาทและพระบรมราชาธิบายในกระแสรับสั่ง ข้อราชการไปยังเสนาบดีผู้ใหญ่ เช่น สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ อยู่เนือง ๆ เป็นเหตุให้พระองค์ทรงได้รับความรู้ในเรื่องการปกครองแผ่นดินมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ทั้งนี้น่าจะเป็นเพราะพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จสวรรคตในปี พ.ศ.๒๔๐๘ อันหมายถึงการเปลี่ยนฐานะของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ มาอยู่ในที่รัชทายาท จึงต้องทรงรับการเตรียมการเพื่อปกครองแผ่นดินสืบไปในภายหน้า ดังในปี พ.ศ.๒๔๑๐ พระองค์ก็ได้รับพระราชทานเลื่อนพระยศขึ้นสูงกว่าเดิม เป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมขุนพินิตประชานาถ และทรงรับหน้าที่ในราชการแผ่นดินด้วยการบัญชากรมมหาดเล็ก กรมล้อมพระราชวังและกรมพระคลังมหาสมบัติ

  เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคตในปี พ.ศ.๒๔๑๑ ที่ประชุมของเหล่าเสนาบดีและบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ผู้ใหญ่จึงเห็นพ้องกันถวายราชสมบัติ แด่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ พระองค์ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบสันตติวงศ์ ต่อจากสมเด็จพระบรมชนกนาท เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๑๑ เป็นรัชกาลที่ ๕ ในพระบรมราชจักรีวงศ์ โดยมีกรมหมื่นบวรวิไชยชาญ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงรับตำแหน่งพระมหาอุปราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๑๑ แต่โดยเหตุที่พระองค์ทรงได้รับราชสมบัติในขณะที่ยังมิได้ทรงบรรลุนิติภาวะ

  ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ซึ่ง สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ขณะนั้นมีบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยา) ได้รับแต่งตั้งตามความเห็นชอบของที่ประชุมเสนาบดี ถึงแม้ว่าจะยังทรงพระเยาว์อยู่ พระองค์ก็เสด็จออกขุนนางตามกำหนดและประทับเป็นประธานในพระราชพิธีต่าง ๆ เสมอ ทรงเข้าร่วมในการประชุมเสนาบดี และทรงรับรู้ข้อราชการต่างๆ จากการกราบบังคมทูลของผู้สำเร็จราชการอยู่เสมอ จึงเป็นการศึกษางานเกี่ยวกับปกครองแผ่นดินเพื่อเตรียมพระองค์ ที่จะบริหารราชการเองในภายหน้าในขณะเดียวกันก็ได้ทรงวางพระองค์ ให้เป็นที่รักใคร่ชื่นชมของข้าราชบริพารโดยมิได้วางอำนาจถือพระองค์ว่าเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ทรงปฏิบัติต่อพระประยูรญาติและพระราชวงศ์อย่างเสมอต้นเสมอปลาย

  ปี พ.ศ. ๒๕๑๖ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เจริญพระชนมพรรษาครบ ๒๐ พรรษา ได้เสด็จออกทรงผนวชเป็นพระภิกษุอยู่ ๑๕ วัน แล้วจึงลาผนวช นับเป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์แรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ที่เสด็จออกทรงผนวชในระหว่างครองราชสมบัติ และเนื่องจากพระองค์ทรงบรรลุนิติภาวะแล้ว สามารถจะว่าราชการแผ่นดินได้เองโดยสิทธิ์ขาดไม่ต้องมีผู้สำเร็จราชการแผ่นดินอีกต่อไป จึงได้จัดให้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกใหม่เป็นครั้งที่สองตามขัตติยราชประเพณีโบราณ ในวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๑๖ สิ่งพิเศษที่เกิดขึ้นในวันดังกล่าวก็คือ พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสในงานพระราชพิธีว่า ตั้งแต่นี้ไปการหมอบเฝ้าให้ให้เลิกทรงสั่งให้พระราชวงศ์และข้าราชการซึ่งกำลังหมอบเฝ้าอยู่นั้น ให้ลุกขึ้นยืนทั้งหมด โดยทรงให้เหตุผลว่า ประเพณีหมอบคลานเข้าเฝ้านั้นไม่เหมาะสมกับสมัยของบ้านเมืองแล้ว และในโอกาสเดียวกัน พระองค์ได้ทรงสถาปนาเจ้าพระยาศรีสริยงศ์ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินให้ได้รับบรรดาศักดิ์สูงสุดในฝ่ายขุนนาง เป็นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เพื่อตอบแทนคุณความดีที่รับราชกาลฉลองพระเดชพระคุณแทนพระองค์มาเป็นเวลา ๕ ปี

  • สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์พระบรมราชเทวี หรือที่รู้จักกันดีในพระนาม “พระนางเรือล่ม” เนื่องจากทรงประสบอุบัติเหตุสิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ. ๒๔๒๓ ในขณะเสด็จทางเรือไปยังพระราชวังบางปะอิน
  • สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี ึ่ซงในรัชกาลที่ ๘ ได้รับสถาปนาพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า พระราชมารดาของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร พระองค์แรกของไทย
  • สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระอัครราชเทวี ซึ่งต่อมาภายหลังได้รับสถาปนาพระราชอิสริยยศเป็น สมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงเป็นพระราชมารดาของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาชิราวุธสยามมกุฎราชกุมารพระองค์ที่สอง ซึ่งได้เสวยราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในรัชกาลต่อมา
  • สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ต่อมาในรัชกาลที่ ๗ ได้ทรงรับสถาปนาพระราชอิสริยยศ เป็นสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี

   พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมเหสีและเจ้าจอมอยู่หลายพระองค์ แต่ที่ทรงยกย่องให้มีพระยศศักดิ์สูงเหนือพระสนมอื่นใด มีอยู่ด้วยกัน ๔ พระองค์ คือ

  สำหรับพระราชโอรสพระราชธิดานั้นทรงมีทั้งหมด ๗๗ พระองค์ คือพระราชโอรส ๓๒ พระองค์ และพระราชธิดา ๔๔ พระองค์ กับอีกพระองค์หนึ่งซึ่งไม่ทันจะประสูติโดยสิ้นพระชนม์ในพระครรภ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี

   พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงครองราชสมบัตินานถึง ๔๒ ปี ซึ่งนับว่านานกว่าพระมหากษัตริย์พระองค์ใดของไทยในอดีต ได้เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน สิริรวมพระชนมพรรษาได้ ๕๘ พรรษา ตลอดระยะเวลาอันยาวนานแห่งการครองราชย์ได้ทรงสร้างความเจริญรุ่งเรือง ให้แก่ประเทศชาติอย่างหาที่เปรียบมิได้ อย่างไรก็ดี ในที่นี้จะเสนอพระราชดำริพระบรมราโชบายและพระราชกรณียกิจ เฉพาะในส่วนแห่งการพระศาสนา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพระราชศรัทธาอันมั่นคง เพื่อประโยชน์ และความสุขแก่มหาชนชาวสยามตลอดกาลนาน ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. ๒๔๑๑ – ๒๔๕๓) รัชกาลที่ ๕ แห่งกรุง รัตนโกสินทร์ แม้ว่าจะทรงมีพระราชภารกิจทางด้านการปรับปรุงประเทศอยู่มากแล้วก็ตาม แต่ก็ทรงมีพระราชศรัทธาอันแรงกล้า ในการที่จะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น

   ดังจะเห็นได้จาก พระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า “เมื่อข้าพเจ้าได้ดำรงสิริราชสมบัติแล้ว ก็ตั้งใจทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและทำนุบำรุงพระผู้เป็นเจ้าทั้งปวงอยู่เป็นนิจ… ข้าพเจ้าอาจปฏิญาณใจได้ว่า ถ้าชีวิตข้าพเจ้ายังอยู่ตราบใด แลข้าพเจ้าคงคิดจะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอยู่เป็นนิจ” และอีกตอนหนึ่งกล่าวว่า “ข้าพเจ้าย่อมรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของข้าพเจ้า ซึ่งจะต้องทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นสิ่งคู่กับพระราชอาณาจักร ให้ดำเนินไปในทางวัฒนาการพร้อมกันทั้งสองฝ่าย” การที่รัชกาลที่ ๕ ทรงมีพระราชศรัทธาอันแรงกล้าที่จะทำนุบำรุงพระศาสนาให้เจริญก้าวหน้า ดังพระราชดำรัสนั้น คงสืบเนื่องจากการที่ทรงยืดถือปฏิบัติตามกฎ ที่มีอยู่ในพระธรรมศาสตร์ ถือว่าพระมหากษัตริย์มีหน้าที่ ทรงเป็นองค์เอกอัครพุทธศาสนูปภถัทมภก เช่นเดียวกับพระบูรพกษัตริย์ ซึ่งปฏิบัติสืบต่อกันมา รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาในลักษณะต่างๆ ดังนี้

   ใน พ.ศ. ๒๔๑๖ ในขณะที่พระองค์เสวยราชสมบัติ แม้จะทรงมีพระราชกรณียกิจเป็นอันมาก ก็ยังได้พระราชอุตสาหะเสด็จออกผนวชเป็นพระภิกษุสืบอายุพระพุทธศาสนา และได้ทรงจัดการบวชพระภิกษุทุกปีมิได้ขาด แสดงถึงความมีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนา

   ใน พ.ศ. ๒๔๓๑ โปรดฯ ให้ชำระพระไตรปิฎกและพิมพ์เป็นอักษรไทย เรียกว่า “พระไตรปิฎกฉบับพิมพ์” นับเป็นครั้งแรกที่มีการตีพิมพ์พระไตรปิฎกเป็นอักษรไทย การจัดพิมพ์พระไตรปิฎกในครั้งนั้น รัชกาลที่ ๕ ได้พระราชทานพระราชทรัพย์จำนวน ๑,๐๐๐ ชั่ง เป็นค่าจ้างพิมพ์พระไตรปิฎกจำนวน ๑,๐๐๐ จบ และโปรดเกล้าฯ ให้แจกจ่ายไปตามพระอารามต่างๆ ทั่วประเทศเป็นผลให้เหล่าพระสงฆ์ได้อาศัยพระไตรปิฎกฉบับพิมพ์ เป็นแนวทางในการศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมจนกระทั่งปัจจุบัน และได้พระราชทานไปยังสถานศึกษา ในต่างประเทศอีกหลายแห่ง ทำให้พระพุทธศาสนาเจริญแพร่หลายในต่างประเทศด้วย

  ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๔๕รัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศใช้พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ เพื่อจัดสังฆมณฑลให้เป็นระเบียบเรียบร้อยทั่วพระราชอาณาจักร ด้วยทรงมีพระราชดำริว่า ถ้าการปกครองสังฆมณฑลเป็นไปเป็นระเบียบแบบแผนอันเรียบร้อย พระศาสนาก็รุ่งเรืองถาวร ในพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๔๔๕ แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายของรัชกาลที่ ๕ ในการนำหลักการสมัยใหม่มาใช้กับการปกครองคณะสงฆ์ ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน กล่าวคือ มอบอำนาจบริหารให้แก่มหาเถรสมาคมในอันที่จะปกครองตัดสินข้อขัดแย้งและเป็นองค์ปรึกษา แก่สังฆมณฑลทั่วพระราชอาณาจักร คำตัดสิน ของมหาเถรสมาคมนั้นให้ถือเป็นสิทธิขาด ส่วนการปกครองคณะสงฆ์ได้จัดอนุโลมตามวิธีปกครองพระราชอาณาจักรคือมีเจ้าคณะมณฑล เจ้าคณะเมือง เจ้าคณะแขวง และอธิการหมวด บังคับบัญชาในมณฑล เมือง แขวง ตำบล และวัด ให้ขึ้นตรงต่อกันโดยลำดับ กำหนดหน้าที่แต่ละตำแหน่งไว้โดยละเอียดชัดเจนเป็นอำนาจถอดถอน บำรุงรักษา สั่งสอนกุลบุตรตลอดจนเผยแพร่ศาสนา ทำให้การปกครองคณะสงฆ์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คือเกิดเอกภาพทางบริหาร ซึ่งเป็นไปในลักษณะเดียวกัน และสอดคล้องกับการจัดรูปการปกครองของฝ่ายพระราชอาณาจักรในสมัยนั้น นอกจากนี้พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๔๔๕ ยังแสดงให้เห็นถึง พระบรมราโชบายของรัชกาลที่ ๕ ซึ่งเห็นคุณค่าของการศึกษาในวัด ในพระราชบัญญัติกำหนดให้พระสงฆ์ตั้งแต่ชั้นเจ้าอาวาสขึ้นไปจนถึงระดับสูงสุดไว้ประการหนึ่งว่า ต้องมีหน้าที่บำรุงการศึกษาด้วย จากพระบรมราโชบายดังกล่าว จะเห็นได้ว่าทรงดำเนินการใหสอดคล้องกับประกาศเรื่องจัดการศึกษาเล่าเรียนในหัวเมืองใน พ.ศ. ๒๔๔๑ (ร.ศ. ๑๑๗ ) ซึ่งกำหนดให้มีการจัดตั้งโรงเรียนขึ้นตามวัดต่างๆ มีพระภิกษุเป็นผู้อบรมสั่งสอน และเพื่อให้การจัดการศึกษาในหัวเมืองดำเนินไปด้วยดี รัชกาลที่ ๕ จึงได้ทรงพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้จัดการตีพิมพ์หนังสือแบบเรียนหลวง ทั้งส่วนที่จะสอนธรรมปฏิบัติ และวิชาความรู้อย่างอื่นเป็นอันมากเพื่อจะพระราชทานแก่พระภิกษุทั้งหลายไว้สำหรับฝึกสอนกุลบุตรทั่วไป และทรงมอบหน้าที่ให้สมเด็จพระมหามณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสและสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเป็นผู้ดำเนินการจัดการศึกษาหัวเมืองดังกล่าว

   ดังนั้น การที่รัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งโรงเรียนขึ้นในวัดตามหัวเมืองต่างๆ เท่ากับเป็นการส่งเสริมพระพุทธศาสนาให้เจริญแพร่หลาย และเป็นการวางรากฐานโรงเรียนหัวเมืองในปัจจุบันด้วย แต่การที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมุ่งที่จะให้พระสงฆ์มีบทบาทในการบำรุงส่งเสริมการศึกษาของชาตินั้น ก็มีอุปสรรคอยู่บ้าง กล่าวคือ พระสงฆ์บางกลุ่มยังไม่ยอมรับวิธีการอบรมสั่งสอนแบบใหม่ เป็นเหตุให้งานด้านการศึกษาของราษฎรซึ่งรวมอยู่กับการศึกษาของคณะสงฆ์ เจริญก้าวหน้าไปกว่าเท่าที่ควรจะเป็น ทั้งๆ ที่การบำรุงการศึกษาของราษฎรโดยเสมอภาคนั้น เป็นจุดประสงค์อันแท้จริงที่ทรงยึดถือมาตลอดรัชกาล ดังพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า “เจ้านายราชตระกูลนั้นตั้งแต่ลูกฉันเป็นต้นลงไป ตลอดจนถึงราษฎรที่ต่ำที่สุดจะให้ได้โอกาศเล่าเรียนได้เสมอกันไม่ว่าเจ้าว่าขุนว่าไพร่ เพราะฉะนั้นจึงขอบอกไว้ว่า การเล่าเรียนในเมืองเรานี้จะเป็นของสำคัญที่หนึ่ง ซึ่งฉันจะอุตส่าห์จัดให้เจริญขึ้นจงได้”

   พระบรมราโชยายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเกี่ยวกับพระสงฆ์ นอกจากการตราพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๔๔๕ แล้ว ยังได้ทรงตั้งสถาบันการศึกษาชั้นสูงของคณะสงฆ์ ทั้งฝ่ายมหานิกาย และธรรมยุติกนิกาย เพื่อให้เกิดความเสมอภาคแก่สงฆ์ทั้งสองฝ่าย พระองค์ทรงสถาปนา “มหา มกุฏราชวิทยาลัย” ขึ้นที่วัดบวรนิเวศวิหาร สำหรับเป็นที่ศึกษาของสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย และเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่พระราชบิดา ส่วนอีกสถานหนึ่ง เป็นที่เล่าเรียนของสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ตั้งที่วัดมหาธาตุ เรียกว่า “มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” เพื่อเฉลิมพระเกียรติของพระองค์เอง สถาบันการศึกษาทั้งสองแห่งดังกล่าว

  ในปัจจุบันยังคงดำเนินการส่งเสริมการศึกษาของสงฆ์ทั้งฝ่ายมหานิกายและธรรมยุติกนิกาย นับเป็นการสืบอายุพระพุทธศาสนาอีกวิธีหนึ่ง พระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนา ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นยังได้แสดงออกให้เห็นจากการสร้างและปฏิสังขรณ์วัดจำนวนมากมาย ทั้งในกรุงและหัวเมือง เช่น พ.ศ. ๒๔๔๒ โปรดฯ ให้สร้างวัดเบญจมบพิตร และทรงประกาศมอบวัดให้เป็นที่ประกอบกิจของสงฆ์ และโปรดฯ ให้สร้างวัดขึ้นในโอกาสต่าง ๆ กันเช่น สร้างวัดเทพศิรินทราวาส เพื่ออุทิศถวายพระราชชนนี ทรงให้สร้างวัดราชบพิธ ขึ้นเป็นพระอารามหลวงประจำรัชกาลเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๒ ทรงให้สร้างวัดนิเวศน์ธรรมประวัติขึ้นที่พระราชวังบางปะอิน และเอาพระทัยใส่ในการบูรณะและปฏิสังขรณ์วัดเป็นอันมาก ดังจะเห็นได้จากจดหมายโต้ตอบเกี่ยวกับการบูรณะวัดระหว่างพระองค์กับพระมหสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส โดยทรงเป็นผู้กำหนดกะเกณฑ์ลักษณะสิ่งของต่างๆ ที่จะใช้ในการซ่อมแซมด้วยพระองค์เอง

  เป็นการแสดงให้เห็นถึงการเอาพระทัยใส่ในการพระศาสนา เพราะทรงมุ่งหมายจะให้วัดเป็นสถานศึกษาและเป็นแหล่งสืบอายุพระพุทธศาสนาดังกล่าวแล้ว การพระราชกุศลที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนานั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงดำเนินมาทุกปีมิได้ขาด เช่นเดียวกับพระมหากษัตริย์องค์ก่อน ๆ เช่น ทรงทอดพระกฐินและทรงบำเพ็ญการพระราชกุศลต่างๆ ส่วนการพระศาสนาในต่างประเทศนั้นพระองค์ทรงใฝ่พระทัยอยู่เป็นนิจเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๔ พระองค์ได้เสด็จประพาสถึงดินแดนมอญ พม่า อินเดีย ได้เสด็จนมัสการบริโภคเจดีย์เดิมที่มฤคทายวัน ได้ทรงนำศาสนวัตถุและภาพพระพุทธเจดีย์มาสู่พระราชอาณจักร และเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๑ มาควิส เคอร์ซัน อุปราชของประเทศอินเดีย เห็นว่าพระองค์ทรงดำรงเป็นพุทธศาสนูปถัมภก จึงทูลเกล้าฯ ถวายพระบรมสารีริกธาตุครั้งนั้น ประเทศใกล้เคียงเช่น ญี่ปุ่น พม่า และลังกา ต่างก็แต่งทูตเข้ามาขอพระบรมสารีริกธาตุพระองค์ ก็ทรงแบ่งพระราชทานตามประสงค์เป็นผลให้ความสัมพันธ์กับต่างประเทศมั่นคงขึ้น การที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาดังกล่าวแล้วถึงแม้ว่าจะมีอุปสรรคอยู่บ้าง แต่ก็เป็นผลดีต่อประเทศทุกด้านทั้งฝ่ายสงฆ์ และฆราวาส จุดเด่นประการสำคัญที่ช่วยทำให้การทำนุบำรุงประพุทธศาสนาได้รับความสำเร็จ กล่าวคือ การที่พระลาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเอาพระทัยใส่และติดตามผลเรื่อยมา ทั้งยังได้ทรงเชิญชวนพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ประชาชนทั่วไป ใหช่วยกันมีส่วนร่วมในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เป็นผลให้พระพุทธศาสนาเจริญสืบทอดจนถึงทุกวันนี้ คณาจารย์-เจ้าหน้าที่ มจร. : “๕๐ ปี อุดมศึกษา มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (พ.ศ. ๒๔๙๐-๒๕๔๐)” พ.ศ. ๒๕๔๐, หน้า ๓ -๙

สารบัญ ประวัติ มจร

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี 

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) คือสถาบันการศึกษาพระพุทธศาสนาชั้นสูงในรูปแบบมหาวิทยาลัย [2] ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาขึ้นเพื่อถวายแด่คณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย โดยเริ่มจัดการเรียนการสอนด้านพุทธศาสตร์เป็นสาขาแรก แล้วต่อมาได้ขยายการเรียนการสอนไปยังสาขาวิชาอื่นๆ คล้ายกับรูปแบบการก่อตั้ง มหาวิทยาลัยปารีส ประเทศฝรั่งเศส และมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ที่เริ่มต้นจากสาขาด้านศาสนาแล้วขยายไปยังสาขาอื่นอีกมายมาย

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จัดเป็นสถาบันการศึกษาชั้นสุงยุคแรกแห่งหนึ่งของไทย (ในปี พ.ศ. 2562 มจร. ได้มีอายุครบ 132 ปี) ถือกำเนิดจาก “มหาธาตุวิทยาลัย” [3] ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นภายในวัดมหาธาตุฯ เมื่อปี พ.ศ. 2430 โดยเริ่มทำการสอนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2432 ต่อมาได้พระราชทานนามใหม่ว่า “มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” เมื่อคราวทรงสถาปนาอาคารสังฆิกเสนาสน์ราชวิทยาลัยในปี พ.ศ. 2439 โดยทรงตั้งพระทัยจะให้เป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูงของพระสงฆ์[4][5] การดำเนินงานของวิทยาลัยได้เริ่มต้นอย่างจริงจังเมื่อ พ.ศ. 2490 โดยพระพิมลธรรม (ช้อย ฐานทตฺตเถร) และมีการดำเนินงานมาตามลำดับจนได้รับการยกฐานะให้เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐในปี พ.ศ. 2540 ตามความในพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. 2540[6] อธิการบดีรูปปัจจุบัน คือพระราชปริยัติกวี (สมจินต์ สมฺมาปญฺโญ)[7],ศาสตราจารย์,ดร.

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นมหาวิทยาลัยรัฐที่มีบทบาทโดดเด่นในการส่งเสริมการศึกษาด้านพระพุทธศาสนาที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก[8] และเป็นมหาวิทยาลัยศูนย์กลางการศึกษาด้านพุทธศาสตร์ที่สำคัญของคณะสงฆ์ไทย มีการจัดตั้งวิทยาเขต, วิทยาลัยสงฆ์, ศูนย์วิทยบริการและห้องเรียน กระจายไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ปัจจุบัน เปิดการเรียนการสอนใน 4 คณะ ครอบคลุมทั้งระดับปริญญาพุทธศาสตรบัณฑิตจนถึงปริญญาพุทธศาสตรดุษฏีบัณฑิต หลักสูตรนานาชาติและภาษาอังกฤษ รวมทั้งสิ้น 33 สาขาวิชา[9] นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้งสถาบันวิจัยขึ้นภายในมหาวิทยาลัยเพื่อดำเนินการวิจัยในด้านพุทธศาสตร์ประยุกต์ด้วย[10]

นิสิตที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยในอดีต ได้รับพระกรุณาให้เข้ารับประทานปริญญาบัตรจากพระหัตถ์ของสมเด็จพระสังฆราชหรือสมเด็จพระราชาคณะฝ่ายมหานิกาย ในปัจจุบันสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อัมพร อมฺพโร) ทรงมีพระเมตตาธิคุณเป็นองค์ประธานในการประสาทปริญญาบัตรแก่บัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ศิษย์เก่าหลายท่าน เมื่อจบจากสถาบันแห่งนี้ได้รับการตอบรับให้เข้าศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาชั้นนำของโลกหลายแห่ง เช่น มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด, มหาวิทยาลัยเยล ประเทศสหรัฐอเมริกา, มหาวิทยาลัยฮ่องกง, มหาวิทยาลัยฟู่ตั้น ประเทศจีน, มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์, มหาวิทยาลัยลอนดอน, มหาวิทยาลัยเซ็นปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย ฯลฯ

ประวัติ[แก้]

 
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (ส่วนกลาง วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร)

 เมื่อกล่าวถึงประวัติและความเป็นมาของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยนั้น สามารถแบ่งออกเป็น ๗ ยุค กล่าวคือ ยุคการก่อตั้งมหาวิทยาลัย ยุคเริ่มการจัดการศึกษา ยุคปรับปรุงและขยายการศึกษา ยุครับรองปริญญาบัตรและสถานะของมหาวิทยาลัย ยุคพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ยุคเข้าสู่การเป็นศูนย์กลางมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนานานาชาติ ยุครุ่งเรืองของของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

 
ลายพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชปรารภในการสถาปนามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เมื่อ รศ.๑๑๕

ยุคการก่อตั้งมหาวิทยาลัย[แก้]

 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงสถาปนามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยขึ้น โดยให้ย้ายการสอนพระปริยัติธรรมจากศาลาบอกพระปริยัติธรรมภายในวัดพระศรีรัตนศาสดารามไปตั้งที่วัดมหาธาตุ เพื่อเป็นที่เล่าเรียนของพระสงฆ์ฝ่ายมหานิกายและคฤหัสถ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๐ และโปรดให้เรียกว่า มหาธาตุวิทยาลัย

  มหาธาตุวิทยาลัยได้เปิดทำการสอนเป็นทางการ เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๓๒ ต่อมา พระยาภาสกรวงศ์ เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ได้ยกร่างพระราชบัญญัติฉบับแรกของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรียกว่าร่างพระราชบัญญัติมหาธาตุวิทยาลัย ร.ศ.๑๑๑ (พ.ศ. ๒๔๓๕) ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงนำเข้าปรึกษาในที่ประชุมเสนาบดี ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ยังไม่ได้ลงพระปรมาภิไธย จึงถือว่ายังมิได้เป็นพระราชบัญญัติที่มีผลบังคับใช้แต่อย่างใด

  ประเด็นที่น่าสนใจในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ซึ่งมี ๒๔ มาตราอยู่ที่มาตรา ๑ ที่กำหนดให้วิทยาลัยแห่งนี้เป็นสถานศึกษาสำหรับพระภิกษุสามเณรและคฤหัสถ์ดังนี้

  “มาตรา ๑ มหาธาตุวิทยาลัยนี้ให้ตั้งขึ้นโดยราชูปถัมภกบำรุงพระบรมพุทธศาสนาเป็นที่สั่งสอนพระบาลีคัมภีร์พระไตรปิฎก พุทธพจนภาษิต แก่ภิกษุสามเณร ฝ่ายคณะมหานิกายและคฤหัสถ์ตามแต่มีความศรัทธาจะศึกษาสืบเสาะข้อวัตรปฏิบัติพุทธภาษิตซึ่งจะได้เป็นคณาจารย์สืบไป”

  ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้คิดแบบสร้างถาวรวัตถุ เรียกว่า “สังฆเสนาสน์ราชวิทยาลัย” ขึ้นในวัดมหาธาตุ เพื่อใช้เป็นสถานที่บำเพ็ญพระราชกุศลพระศพสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ และทรงประสงค์จะอุทิศถวายถาวรวัตถุนี้เป็นสังฆิกเสนาสน์สำหรับมหาธาตุวิทยาลัย เพื่อเป็นที่เล่าเรียนพระปริยัติสัทธรรมและวิชาชั้นสูง โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางศิลาก่อพระฤกษ์ เมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๙ และได้พระราชทานเปลี่ยนนามมหาธาตุวิทยาลัยเป็นมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติยศของพระองค์ ตามประกาศพระราชปรารภในการก่อพระฤกษ์สังฆเสนาสน์ราชวิทยาลัย ร.ศ. ๑๑๕ (พ.ศ. ๒๔๓๙) ความตอนหนึ่งว่า

“จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งวิทยาลัยที่เล่าเรียนพระไตรปิฎกแลวิชาชั้นสูงขึ้น ๒ สถานๆ หนึ่งเป็นที่เล่าเรียนของพระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ได้ตั้งไว้ที่วัดบวรนิเวศวรวิหาร พระอารามหลวง พระราชทานนามว่า มหามกุฎราชวิทยาลัย …อีกสถานหนึ่งเป็นที่เล่าเรียนของพระสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ได้ตั้งไว้ที่วัดมหาธาตุ ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวงนี้ มีนามว่ามหาธาตุวิทยาลัย ได้เปิดการเล่าเรียนแต่วันที่ ๘ พฤศจิกายน รัตนโกสินทร์ ศก ๑๐๘ สืบมา แต่สังฆิกเสนาสน์สำหรับมหาธาตุวิทยาลัยนี้ยังไม่เป็นที่สมควรแก่การเล่าเรียน… เมื่อการบำเพ็ญพระราชกุศส่วนนั้นเสร็จแล้วจะได้ทรงพระราชอุทิศถวายถาวรวัตถุนี้เป็นสังฆิกเสนาสน์สำหรับมหาธาตุวิทยาลัย เพื่อเป็นที่เล่าเรียนพระปริยัติสัทธรรมแลวิชาชั้นสูงสืบไปภายหน้า พระราชทานเปลี่ยนนามใหม่ว่า มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เพื่อให้เป็นที่เฉลิมพระเกียรติยศสืบไป…”

มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้จัดการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนเดิมในนามมหาธาตุวิทยาลัยตลอดมา จนกระทั่งวันที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๐ พระมหาเถรานุเถระ ฝ่ายมหานิกายจำนวน ๕๗ รูป มีพระพิมลธรรม (ช้อย ฐานทัตตเถร) เป็นประธานได้ประชุมกัน ณ ตำหนักสมเด็จ วัดมหาธาตุฯ ประกาศให้มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ดำเนินการจัดการศึกษาในรูปมหาวิทยาลัย ตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้เปิดการศึกษาในรูปแบบมหาวิทยาลัย ตั้งแต่วันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๐ เป็นต้นมา

  ในช่วงเตรียมการประชุมพระมหาเถรานุเถระเพื่อประกาศให้มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยจัดการศึกษาในรูปมหาวิทยาลัยนั้น หลวงวิจิตรวาทการ ได้ทำบันทึกโครงการปรับปรุงมหาธาตุวิทยาลัยหรือมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เพื่อประกอบการพิจารณาของที่ประชุม

  บันทึกดังกล่าวนี้ หลวงวิจิตรวาทการเสนอว่า สถานศึกษาในรูปแบบมหาวิทยาลัยที่วัดมหาธาตุนี้ ถ้าใช้ชื่อมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยจะได้ประโยชน์ที่สำคัญคือมีสถานภาพเป็นมหาวิทยาลัยตามกฎหมาย หลวงวิจิตรวาทการได้อ้างประกาศพระราชปรารภในการก่อพระฤกษ์สังฆเสนาสน์ราชวิทยาลัย ร.ศ. ๑๑๕ (พ.ศ. ๒๔๓๙) แล้วสรุปประเด็นไว้ว่า

 “ชื่อมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเป็นชื่อที่มีอยู่ในประกาศรัชกาลที่ ๕ ซึ่งมีผลเป็นกฎหมาย ถ้าใช้ชื่อนี้ได้ อาจทำให้สำนักเรามีฐานะเป็นมหาวิทยาลัยตามกฎหมาย การให้ปริญญาจะเป็นการสมบูรณ์และทางบ้านเมืองก็จะต้องรับรองฐานะของมหาวิทยาลัยนี้เท่าเทียมมหาวิทยาลัยของบ้านเมืองเอง”

อย่างไรก็ตาม แม้มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยจะได้เปิดการศึกษาในรูปแบบมหาวิทยาลัยตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๐ เป็นต้นมา ทางบ้านเมืองก็มิได้รับรองสถานภาพให้เป็นมหาวิทยาลัยตามกฎหมาย นั่นคงเป็นเพราะว่าประกาศพระราชปรารภในการก่อพระฤกษ์สังฆเสนาสน์ราชวิทยาลัย ร.ศ.๑๑๕ (พ.ศ. ๒๔๓๙) ที่หลวงวิจิตรวาทการกล่าวถึงนั้นเป็นเพียงประกาศพระราชปรารภในการวางศิลาฤกษ์อาคารของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งไม่อาจถือได้ว่า เป็นพระราชบัญญัติมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

  ด้วยเหตุที่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยไม่มีพระราชบัญญัติรับรองสถานภาพเป็นมหาวิทยาลัยตามกฎหมาย รัฐบาลและคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยจึงได้ดำเนินการต่างกรรมต่างวาระในช่วงเวลากว่า ๔๐ ปีเพื่อให้มีการตราพระราชบัญญัติรับรองสถานภาพเป็นมหาวิทยาลัยให้แก่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

 ยุคริเริ่มการจัดการศึกษา[แก้]

Hispic03.png
 

ตามที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชปณิธานในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาบุคลากรของประเทศให้มีความรู้ ความเข้าใจ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน มีความสามารถในการรักษา และเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้มีความมั่นคงยิ่งขึ้น ในปี พ.ศ. ๒๔๘๙ พระพิมลธรรม (ช้อย ฐานทตฺตเถร) อธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ รูปที่ ๑๕ มีความประสงค์จะปรับปรุงการศึกษา ภายในสถาบันการศึกษาที่เป็นอยู่ในขณะนั้นให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น จึงมอบหมายให้ พระมหาบุญเลิศ ทตฺตสุทฺธิ ป.ธ.๘ (สมณศักดิ์สุดท้าย พระสุเมธาธิบดี อธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุ ฯ) อาจารย์แห่งมหาธาตุวิทยาลัย และบรรณารักษ์ห้องสมุดมหาธาตุวิทยาลัย ซึ่งกำลังปรับปรุงกิจการห้องสมุดของมหาธาตุวิทยาลัย ได้ช่วยรวบรวมความเป็นมาด้านการจัดการศึกษาของมหาธาตุวิทยาลัยทั้งปวง เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานทางเอกสารของมหาธาตุวิทยาลัยสืบไป

เมื่อพระมหาบุญเลิศ ทตฺตสุทฺธิ ได้ไปติดต่อกับนายธนิต อยู่โพธิ์ หัวหน้าแผนกวรรณคดี ได้ให้ความอนุเคราะห์ด้วยดี และได้ขอความร่วมมือจากนายยิ้ม ปัณฑยางกูร หัวหน้ากองจดหมายเหตุ กรมศิลปากร ช่วยอำนวยความสะดวกอีกต่อหนึ่ง และได้พบเอกสารสำคัญที่เกี่ยวกับ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เอกสารที่พบนี้ คือ ลายพระหัตถ์ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีไปถึงหม่อมเจ้าประภากร ลงวันที่ ๒๓ กันยายน ร.ศ. ๑๑๕ ดังจะขออัญเชิญ สำเนาลายพระราชหัตถ์ มาแสดงดังต่อไปนี้

เมื่อพระมหาบุญเลิศ ทตฺตสุทฺธิ ได้พบลายพระหัตถ์นี้แล้ว ได้นำสำเนาลายพระหัตถ์ไปถวายพระพิมลธรรม (ช้อย ฐานทตฺตเถร) ซึ่งพระพิมลธรรมได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษาหารือกับพระเถรานุเถระในวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ และต่างวัด โดยทุกรูปเห็นพ้องต้องกันว่า สมควร ที่จะได้จัดการศึกษาของพระสงฆ์ให้เป็นไปตามพระราชปณิธานที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ ได้ทรงพระราชทานไว้* (*ความนี้ปรากฏในส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต ชื่อเรื่อง “พัฒนาการของมหาวิทยาลัยสงฆ์ในประเทศไทย” ของ นายมนัส เกิดปรางค์, พ.ศ. ๒๕๒๗.) จนกระทั่งในที่สุดพระพิมลธรรม (ช้อย ฐานทตฺตเถร) จึงได้มีหนังสือนิมนต์พระเถระทั้งจากวัดมหาธาตุ และวัดอื่นๆ จำนวน ๕๗ รูป และฆราวาสอีกจำนวนหนึ่งมาประชุมกัน ณ หอปริยัติ วัดมหาธาตุฯ ในวันจันทร์ที่ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ เวลา ๑๗.๐๐ น. โดยถือเป็นการประชุมที่ด่วนมาก และลับเฉพาะ จะสังเกตเห็นได้ชัดก็คือหนังสือนัดประชุมออก

Hispic04.png
 

เมื่อวันที่ ๒๒ ธันวาคม เพื่อนิมนต์เข้าประชุมวันที่ ๒๓ ธันวาคม เป็นการออกหนังสือเชิญล่วงหน้าเพียงหนึ่งวันเท่านั้น โดยผู้ที่ได้รับอาราธนาหรือเชิญเข้าประชุมครั้งนี้ ประกอบด้วยทั้งฝ่ายบรรพชิต ๗ รูป และฆราวาส ๔ คน ซึ่งทุกท่านจะได้รับ เอกสารบันทึกโครงการปรับปรุงมหาธาตุวิทยาลัย หรือ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จัดทำโดย หลวงวิจิตรวาทการ ซึ่งหลวงวิจิตรวาทการให้ถือว่าบันทึกนี้เป็นความลับ และอ่านได้เฉพาะผู้ที่ได้รับเชิญมาประชุมเท่านั้น

ต่อมาพระพิมลธรรม (ช้อย ฐานทัตตมหาเถร) อธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ในสมัยนั้นจึงจัดประชุมพระเถรานุเถระฝ่ายมหานิกาย จำนวน ๕๗ รูป เมื่อวันที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๐ และประกาศให้มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ดำเนินการจัดการศึกษาพระไตรปิฎกและวิชาชั้นสูงในระดับมหาวิทยาลัย เปิดสอนระดับปริญญาตรี คณะพุทธศาสตร์เป็นคณะแรกเมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๐ หลังจากนั้น พ.ศ. ๒๕๐๐ ได้มีการปรับเปลี่ยนระบบการวัดผลมาเป็นระบบหน่วยกิต โดยกำหนดให้นิสิตต้องศึกษา อย่างน้อย ๑๒๖ หน่วยกิต และปฏิบัติศาสนกิจ ๑ ปีก่อนรับปริญญาบัตร

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ เปิดสอนคณะครุศาสตร์ และในปี พ.ศ. ๒๕๐๖ เปิดสอนหลักสูตรแผนกอบรมครูศาสนศึกษา ระดับประกาศนียบัตรและเปิดสอน คณะเอเชียอาคเนย์ และเปลี่ยนเป็นคณะมานุษยสงเคราะห์ศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๖ และในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ปรับหลักสูตรแผนกอบรมครู ศาสนศึกษาเป็นวิทยาลัยครูศาสนศึกษา และปรับเปลี่ยนหน่วยกิตเป็น ๒๐๐ หน่วยกิต อย่างไรก็ดี การจัดการเรียนการสอนช่วง ๒ ทศวรรษแรก ยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากคณะสงฆ์และรัฐเท่าที่ควร ทำให้ประสบปัญหาด้านสถานะของมหาวิทยาลัย และงบประมาณเป็นอย่างมาก แต่ก็สามารถจัดการศึกษามาได้อย่างต่อเนื่อง

ยุคปรับปรุงและขยายการศึกษา[แก้]

 ความพยายามที่จะให้มีการตราพระราชบัญญัติเกี่ยวกับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๕๐๐ เมื่อรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามได้ยกร่างพระราชบัญญัติรับรองวิทยฐานะปริญญาของมหามกุฏราชวิทยาลัย และมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เพื่อสนองต่อสภาผู้แทนราษฎร แต่รัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม สิ้นสุดลงเพราะถูกยึดอำนาจการปกครอง ร่างพระราชบัญญัตินี้จึงตกไป

 ต่อมา ใน พ.ศ. ๒๕๐๙ คณะสงฆ์ได้เปิดการอบรม “พระธรรมทูตไปต่างประเทศ” ขึ้น โดยสำนักฝึกอบรมตั้งอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหารและมอบให้เจ้าหน้าที่ของมหามกุฏราชวิทยาลัยและมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเป็นผู้ดำเนินงาน และให้ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งนี้เข้ารับการฝึกอบรมเป็นหลัก เมื่อการดำเนินงานบรรลุวัตถุประสงค์ด้วยดี จึงมีโครงการที่จะขยายการศึกษาของสำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตขึ้นเป็นการศึกษาระดับปริญญาโทและเห็นว่า ควรจัดตั้งบัณฑิตวิทยาลัยขึ้น

 คณะอนุกรรมการที่ตั้งขึ้นมาพิจารณาเรื่องนี้ได้พบปัญหาว่า ก่อนที่จะจัดการศึกษาขั้นปริญญาโทได้นั้น การศึกษาระดับปริญญาตรีจะต้องได้รับการรับรองมิฉะนั้น ปริญญาโทก็จะไร้ความหมาย ทุกฝ่ายจึงเห็นพ้องกันว่า “จะต้องให้รัฐบาลไทยรับรองฐานะและปริญญาของมหาวิทยาลัยสงฆ์เสียก่อน” และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างเคยมีประสบการณ์ร่วมกันมาว่า ทุกครั้งที่รัฐบาลพิจารณาเรื่องการรับรองมหาวิทยาลัยสงฆ์ รัฐบาลมักอ้างว่า “มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง ๒ แห่งนั้น คณะสงฆ์เองก็ยังไม่รับรอง แล้วจะให้รัฐบาลรับรองได้อย่างไร”

 คณะอนุกรรมการจึงตกลงกันว่าจะดำเนินการให้คณะสงฆ์รับรองเสียก่อน จะได้ปูพื้นฐานให้รัฐบาลรับรองต่อไป ในที่สุด ก็ได้มีคำสั่งมหาเถรสมาคมเรื่องการศึกษาของมหาวิทยาลัยสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๑๒ โดยมติที่ประชุมมหาเถรสมาคม เมื่อวันอังคารที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๑๒ การที่มหาเถรสมาคมได้ออกคำสั่งนี้ถือเป็นการรับรองอย่างเป็นทางการว่ามหามกุฏราชวิทยาลัยและมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์และถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย

 คำสั่งมหาเถรสมาคมฉบับนี้ มี ๑๒ ข้อ สาระสำคัญอยู่ในข้อต่อไปนี้

  ข้อ ๓ นับแต่วันประกาศใช้คำสั่งนี้ ให้การศึกษาของสภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร และของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ซึ่งดำเนินการอยู่แล้ว เป็นการศึกษาของคณะสงฆ์

  ข้อ ๗ ถ้าเป็นการสมควร มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองจะร่วมกันจัดการศึกษาขั้นบัณฑิตวิทยาลัยอีกส่วนหนึ่ง โดยอนุมัติของสภาการศึกษาของคณะสงฆ์ก็ได้

  คำสั่งมหาเถรสมาคมฉบับนี้มีความสำคัญมาก เมื่อมีความพยายามที่จะให้มีการรับรองมหาวิทยาลัยสงฆ์ในระยะต่อมา เหตุผลสำคัญที่บุคคลผู้เกี่ยวข้องยกขึ้นชี้แจงต่อรัฐบาลคือ การอ้างถึงคำสั่งมหาเถรสมาคมฉบับนี้ และการดำเนินงานเกี่ยวกับการศึกษาของมหาวิทยาลัยสงฆ์ ก็ได้อาศัยคำสั่งมหาเถรสมาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ เป็นฐาน

  ใน พ.ศ. ๒๕๑๕ จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติบริหารประเทศหัวหน้าฝ่ายอำนวยการศึกษาและสาธารณสุขของคณะปฏิวัติได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่งเพื่อพิจารณาเรื่องมหาวิทยาลัยสงฆ์ ประกอบด้วยอนุกรรมการ ๗ ท่าน มี นายจวน เจียรนัย เป็นประธาน นายระบิล สีตสุวรรณ เป็นรองประธานเลขาธิการมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คือ พระธรรมคุณาภรณ์ (เกี่ยว อุปเสโณ) เป็นอนุกรรมการ พระศรีวิสุทธิโมลี (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ได้เข้าร่วมประชุม ผลของการประชุมของคณะอนุกรรมการทำให้มีการร่างประกาศคณะปฏิวัติ ๑๐ ข้อเพื่อรับรองสถานภาพมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง แต่ในระหว่างที่ดำเนินการอยู่นั้น คณะปฏิวัติได้สิ้นสุดลงเพราะมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๑๕ ร่างประกาศคณะปฏิวัติฉบับนี้จึงค้างอยู่

  จอมพลถนอมได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีในระบบรัฐธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๑๕ มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้ที่ออกพระราชบัญญัติ ได้มีการนำประกาศคณะปฏิวัติ พ.ศ. ๒๕๑๕ กลับมาพิจารณาและปรับเปลี่ยนเป็นร่างพระราชบัญญัติเพื่อรับรองสถานภาพของมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์เมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ แต่ยังไม่ทันได้เสนอสภานิติบัญญัติ รัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจรสิ้นสุดลงเพราะเกิดวันมหาวิปโยคในวันที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ ร่างพระราชบัญญัตินี้จึงตกไป

  สมัยรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีสัญญา ธรรมศักดิ์ ได้มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๗ คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้รอเรื่องนี้ไว้ก่อน ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๗ คณะรัฐมนตรีมีมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ โดยกำหนดนโยบายไว้ว่า สถาบันการศึกษาที่จะให้ปริญญาได้ต้องปรับปรุงวิธีการและหลักสูตร

  กระทรวงศึกษาธิการจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเรียกว่าคณะกรรมการปรับปรุงวิธีการและหลักสูตรมหาวิทยาลัยสงฆ์ให้สามารถให้ปริญญาได้โดยสมบูรณ์ ประกอบด้วยกรรมการ ๑๔ ท่าน มี นายจรูญ วงศ์สายัณห์ เป็นประธานกรรมการจากมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คือ พระพรหมคณาภรณ์ (เกี่ยว อุปเสโณ) พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) พระมหาเสถียร ถิรญาโณ และนายจำนงค์ ทองประเสริฐ

  คณะกรรมการชุดนี้ประชุม ๘ ครั้ง ได้ยกร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ ๒ ฉบับ คือพระราชบัญญัติมหามกุฎราชวิทยาลัยและพระราชบัญญัติมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กล่าวเฉพาะร่างพระราชบัญญัติมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยนั้น มี ๔๕ มาตรา สาระสำคัญคือการรับรองสถานภาพเป็นมหาวิทยาลัย ดังความในมาตรา ๕ ว่า “ให้มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเป็นนิติบุคคล มีฐานะเป็นสถาบันการศึกษาของคณะสงฆ์ ได้รับความอุปถัมภ์และอำนาจบริหารงานจากรัฐ โดยทางกระทรวงศึกษาธิการ” คณะรัฐมนตรีมีมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติเมื่อวันที่ ๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๗ และส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา เมื่อคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาเสร็จก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์จึงค้างอยู่

  ในสมัยรัฐบาลถัดมาซึ่งมี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี นายนิพนธ์ ศศิธร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้นำเอาร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วในสมัยรัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองฉบับมีชื่อว่า ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัยและร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พระราชบัญญัติแต่ละฉบับมี ๕๖ มาตรา สาระสำคัญยังคงเป็นเรื่องการรับรองสถานภาพเป็นมหาวิทยาลัย ประเด็นที่น่าสนใจคือมาตรา ๔๑ ความว่า “ผู้สอนในมหาวิทยาลัยมีดังนี้ คือ (๑) ปวราจารย์ ซึ่งอาจเป็นปวราจารย์ประจำหรือ ปวราจารย์พิเศษ (๒) วราจารย์ (๓) อาจารย์ ซึ่งอาจเป็นอาจารย์ประจำหรืออาจารย์พิเศษ”

  ในวันที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ สภาผู้แทนราษฎรลงมติในวาระที่ ๑ รับหลักการร่างพระราชบัญญัติทั้งสองฉบับด้วยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์และมอบให้คณะกรรมาธิการการศึกษาพิจารณาแปรญัตติ คณะกรรมาธิการการศึกษาซึ่งมีนายปรีชา เพ็ชรสิงห์ เป็นประธานได้ใช้เวลานานถึง ๔ เดือนในการประชุมเพียง ๔ ครั้ง พิจารณาร่างพระราชบัญญัติทั้งสองฉบับ พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) รองเลขาธิการมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเป็นผู้แทนจากมหาวิทยาลัยเข้าชี้แจงในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ หลังจากพิจารณาแปรญัตติเสร็จแล้ว ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาได้ทำหนังสือลงวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๘ แจ้งประธานสภาผู้แทนราษฎรว่า คณะกรรมาธิการได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์เสร็จแล้ว และขอให้เสนอที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป สภาผู้แทนราษฎรไม่มีโอกาสพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เพราะได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาเสียก่อน ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองฉบับจึงตกไปอย่างน่าเสียดาย

  ในสมัยรัฐบาลของหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๒ ท่านคือ นายประมวล กุลมาตย์และนายเปลื้อง พลโยธา ได้ยกร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัยและร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยขึ้นมาคนละ ๒ ฉบับ เนื้อหาสาระและหลักการยังคงเป็นเช่นเดียวกับฉบับที่ตกไปในรัฐบาลก่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสองท่านได้เสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวต่อสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากเป็นร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวด้วยการเงิน รัฐบาลได้ขอรับร่างพระราชบัญญัตินี้ไปพิจารณาก่อนภายในกำหนดเวลา ๖ เดือน ในขั้นตอนหาข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาของรัฐบาลนี้ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือลงวันที่ ๙, ๑๐ และ ๑๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๙ แจ้งให้กระทรวงศึกษาธิการเสนอความเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งของนายประมวล กุลมาตย์และนายเปลื้อง พลโยธา

  กระทรวงศึกษาธิการได้มีคำสั่งที่ ๓๘๐/๒๕๑๙ ลงวันที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ ตั้งคณะกรรมการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง มีกรรมการมหาเถรสมาคมรูปหนึ่งร่วมเป็นกรรมการอยู่ด้วย เรื่องพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์จึงถูกส่งเข้าสู่การพิจารณาของมหาเถรสมาคม

  เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ มหาเถรสมาคมประชุมครั้งที่ ๒๑/๒๕๑๙ ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง และได้มีมติตั้งคณะกรรมการคณะหนึ่ง จำนวน ๑๕ ท่าน เพื่อพิจารณาเรื่องนี้โดยเฉพาะ

  ต่อมาในวันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๙ นายประจวบ คำบุญรัตน์ รองอธิบดีกรมการศาสนา ได้เสนอความเห็นถวายมหาเถรสมาคมว่า สมควรยกร่างพระราชบัญญัติฉบับใหม่ในรูปของพระราชบัญญัติการศึกษาสงฆ์ที่มีเนื้อหาครอบคลุมการศึกษาสงฆ์ทุกระดับ

  มหาเถรสมาคมได้ประชุมครั้งพิเศษในวันจันทร์ที่ ๒๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๙ มีมติให้กรมการศาสนาดำเนินการเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งสงฆ์เสนอกระทรวงศึกษาธิการเพื่อตราเป็นพระราชบัญญัติต่อไป ต่อมาในวันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ คณะปฏิรูปการปกครองได้ยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช การดำเนินการเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งสงฆ์จึงชะงักไป

  ในพ.ศ. ๒๕๒๐ สมัยรัฐบาลที่ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี ดร.ภิญโญ สาธร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเห็นว่า พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งสงฆ์ควรให้คณะสงฆ์ดำเนินการจัดทำ จึงมอบหมายให้กรมการศาสนานำร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการศึกษาของสงฆ์ทุกฉบับซึ่งรวมถึงร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งเสนอมหาเถรสมาคมพิจารณาเลือกหรือแก้ไขเพิ่มเติมหรือร่างขึ้นใหม่เพียงฉบับเดียว

  มหาเถรสมาคมได้พิจารณาในคราวประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๒๐ เมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๐ มีมติเลือกร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งสงฆ์เพื่อดำเนินการต่อไป ในที่สุดมหาเถรสมาคมได้ประชุมครั้งที่ ๑๑/๒๕๒๐ เมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ รับหลักการและเสนอร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งสงฆ์ให้กระทรวงศึกษาธิการดำเนินการ

  กระทรวงศึกษาธิการได้นำร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เสนอในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ คณะรัฐมนตรีมีมติรับหลักการแล้วส่งต่อให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแก้ไขจากที่มหาเถรสมาคมร่างมา ๑๗ มาตรา เพิ่มเป็น ๒๗ มาตราแล้ว ส่งกลับมาที่มหาเถรสมาคม ที่ประชุมมหาเถรสมาคมพิจารณาเห็นว่ามีการแก้ไขมาก จึงตั้งคณะกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่ง จำนวน ๙ ท่านเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งสงฆ์ที่คณะกรรมการกฤษฎีกาแก้ไข ร่างพระราชบัญญัตินี้ค้างการพิจารณาของมหาเถรสมาคมนานถึง ๓ ปี จนกระทั่งสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีมีหนังสือลงวันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ แจ้งกระทรวงศึกษาธิการว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีหนังสือเตือนเรื่องการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งสงฆ์ ๒ ครั้งแล้วยังไม่ได้คำตอบ จึงเห็นสมควรระงับการพิจารณา

 
ภาพพิธีประสาทปริญญาบัตร มจร. ครั้งที่ 1 จอมพลแปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ถวายพัดปริญญาแก่เจ้าประคุณสมเด็จสังฆนายก เพื่อประทานแก่บัณฑิตมหาจุฬารุ่นแรก

ยุครับรองปริญญาบัตรและสถานะของมหาวิทยาลัย[แก้]

 ต่อมาในวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๖ สมัยรัฐบาลของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายชำเลือง วุฒิจันทร์ อธิบดีกรมการศาสนา ได้นำเรื่องการรับรองวุฒิเปรียญธรรม ๙ ประโยคและปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งเสนอกระทรวงศึกษาธิการเพื่อพิจารณาดำเนินการ นายสมาน แสงมะลิ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการได้เสนอเรื่องนี้ต่อที่ประชุมอธิบดี เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๖ ที่ประชุมอธิบดีมีมติเห็นชอบในหลักการที่จะรับรองวุฒิเปรียญธรรม ๙ ประโยคและปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง และมอบหมายให้กรมการศาสนาดำเนินงานโดยให้ประสานงานกับทบวงมหาวิทยาลัยและสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)

   สำนักงานคณะกรรมการข้าราชพลเรือนเสนอว่า ก่อนที่จะรับรองวุฒิเปรียญธรรม ๙ ประโยคและปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง กระทรวงศึกษาธิการควรเทียบวุฒิเปรียญธรรมประโยคต่างๆ กับวุฒิการศึกษาตามหลักสูตรมัธยมศึกษาในระบบโรงเรียน จากนั้นก็ได้มีประกาศกระทรวงศึกษาธิการลง วันที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๖ เรื่องการเทียบความรู้วุฒิเปรียญธรรม ดังนี้ คือ เปรียญธรรม ๓ ประโยค (ป.ธ.๓) เทียบเท่ามัธยมศึกษาตอนต้น (ม.๓) และเปรียญธรรม ๕ ประโยค (ป.ธ.๕) เทียบเท่ามัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.๖)

   ต่อมาในวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๒๖ นายสวัสดิ์ คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอร่างพระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนาเพื่อเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้คล้ายกับพระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการทหาร พ.ศ. ๒๔๙๗ และพระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการตำรวจ พ.ศ. ๒๕๑๗ สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้คือกำหนดให้เปรียญธรรม ๙ ประโยคและปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งมีศักดิ์และสิทธิเท่าปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยทั่วไป

   สำนักงานเลขาธิการรัฐสภาได้ส่งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ให้สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีพิจารณาล่วงหน้า สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ส่งเรื่องให้กระทรวงศึกษาธิการพิจารณาเมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๖ และกระทรวงศึกษาธิการส่งเรื่องต่อให้กรมการศาสนาพิจารณา เมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๖

   กรมการศาสนาพิจารณาแก้ไขร่างพระราชบัญญัติแล้วส่งเรื่องกลับกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการได้ทำเรื่องเสนอต่อไปยังสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๖

   ในวันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๗ คณะรัฐมนตรีซึ่งมี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา พ.ศ….ของกระทรวงศึกษาธิการแล้วมีมติรับหลักการและให้ส่งคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาต่อไป

   ในวันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๗ สมาคมศิษย์เก่ามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้จัดประชุมสัมมนาเรื่องสถานภาพของมหาวิทยาลัยสงฆ์ ณ สำนักธรรมวิจัยโดยอาราธนาพระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) บรรยายเรื่อง “ความเป็นมาของพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์” ที่ประชุมได้เสนอให้ตั้งคณะกรรมการประสานงานของพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ขึ้นมาคณะหนึ่ง มีนายจำนงค์ ทองประเสริฐ เป็นประธาน

   คณะกรรมการชุดนี้ประชุมครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๗ ที่ประชุมแสดงความห่วงใยว่าร่างพระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนาที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบนั้นไม่มีการรับรองสถานภาพมหาวิทยาลัยสงฆ์สาระสำคัญอยู่ที่การรับรองวุฒิเปรียญธรรม ๙ ประโยคและปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง ที่ประชุมได้รับทราบมติของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่สามารถรับรองสถานภาพของมหาวิทยาลัยสงฆ์เพราะมีเรื่องการรับรองวุฒิเปรียญธรรม ๙ ประโยคพ่วงเข้ามา

   ในวันที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๗ ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่ ๑๑/๒๕๒๗ ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา พ.ศ….ซึ่งมี ๔ ฉบับคือร่างพระราชบัญญัติที่เสนอโดยรัฐบาล นายสวัสดิ์ คำประกอบ นายนิยม วรปัญญา นายณรงค์ นุ่นทอง แล้วมีมติรับหลักการและตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญคณะหนึ่งเพื่อพิจารณาโดยใช้ร่างของรัฐบาลเป็นหลัก คณะกรรมาธิการวิสามัญจำนวน ๒๕ ท่าน มีนายสัมพันธ์ ทองสมัคร เป็นประธาน นายชำเลือง วุฒิจันทร์ เป็นเลขานุการ และมีนายจำนงค์ ทองประเสริฐ นายสิริ เพ็ชรไชย นายมาณพ พลไพรินทร์ ร่วมเป็นกรรมาธิการในคณะนี้ คณะกรรมาธิการใช้เวลาพิจารณาเพียง ๑ เดือนก็เสนอสภาผู้แทนราษฎร

   ในวันที่ ๓๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๗ ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่ ๒/๒๕๒๗ (สมัยวิสามัญ) ได้ลงมติเห็นชอบในวาระที่ ๒ และ ๓ แล้วให้เสนอต่อวุฒิสภาเพื่อพิจารณา

  ในวันที่ ๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๗ วุฒิสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบผ่านร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยมีพลเอกประจวบ สุนทรางกูร รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการเมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๗ พระราชบัญญัติฉบับนี้มี ๑๓ มาตรา ประกาศในราชกิจจานุเบกษาฉบับพิเศษ เล่ม ๑๐๑ ตอนที่ ๑๔๐ วันที่ ๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๗

   สาระสำคัญของพระราชบัญญัติฉบับนี้คือรับรองวิทยฐานะเปรียญธรรม ๙ ประโยค และปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งให้มีศักดิ์และสิทธิเท่าปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยทั่วไปและให้มีคณะกรรมการการศึกษาของคณะสงฆ์เป็นผู้ควบคุมดูแลการจัดการศึกษามหาวิทยาลัยสงฆ์

Hispic05.png
 

ยุคพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย[แก้]

พระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จการศึกษาวิชาพระพุทธศาสนา พ.ศ. ๒๕๒๗ ทำให้มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเติบโตอย่างรวดเร็ว จากที่เคยมีวิทยาเขตเพียงหนึ่งแห่งใน พ.ศ. ๒๕๒๗ ได้มีวิทยาเขตเพิ่มขึ้นเป็น ๙ แห่งใน พ.ศ. ๒๕๓๔ มหาวิทยาลัยตั้งบัณฑิตวิทยาลัยใน พ.ศ. ๒๕๓๑ และเปิดการศึกษาระดับปริญญาโทในปีเดียวกัน ปัญหาที่ตามก็คือการที่มหาวิทยาลัยไม่มีสถานภาพเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายทำให้การประสานงานกับวิทยาเขตหละหลวม ทั้งในด้านบริหารทั่วไปและการบริหารงบประมาณ นอกจากนี้ พระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จการศึกษาวิชาการพระพุทธศาสนา พ.ศ. ๒๕๒๗ รับรองวิทยฐานะเฉพาะปริญญาตรี ไม่รับรองวิทยฐานะปริญญาโทที่เปิดสอนแล้วนั้น มหาวิทยาลัยจึงไม่สามารถขยายการศึกษาถึงระดับปริญญาเอก

  เพื่อแก้ไขข้อขัดข้องดังกล่าวมา ผู้บริหารมหาวิทยาลัยจึงเห็นพ้องต้องกันว่าจะดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งสถานภาพเป็นมหาวิทยาลัยที่สมบูรณ์ตามกฎหมายจุดเริ่มต้นแห่งความพยายามที่เป็นรูปธรรมคือการกำหนดนโยบายไว้ในแผนพัฒนามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ระยะที่ ๗ (พ.ศ. ๒๕๓๕-๒๕๓๙) ว่า “พัฒนามหาวิทยาลัยให้มีสถานภาพสมบูรณ์ตามกฎหมาย” และมีมาตรารองรับว่า “ดำเนินการให้ตราพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” แผนพัฒนามหาวิทยาลัยนี้เริ่มใช้ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ การดำเนินการที่เป็นระบบเพื่อให้ได้มาซึ่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ยกใหม่จึงเริ่มต้นในปีนั้น

  วันที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ นายปราโมทย์ สุขุม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการของรัฐบาลที่มีนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางพร้อมคณะมาเยี่ยมชมกิจการของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เพื่อรับทราบปัญหาเกี่ยวกับการบริหารงานของมหาวิทยาลัยด้วยตนเอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ประชุมร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยนำโดยพระสุเมธาธิบดี (บุญเลิศ ทตฺตสุทฺธิ) นายกสภามหาวิทยาลัย และพระอมรเมธาจารย์ (นคร เขมปาลี) อธิการบดี ที่ตำหนักสมเด็จ วัดมหาธาตุฯ ผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยได้ชี้แจงให้ทราบถึงปัญหาสำคัญที่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยประสบอยู่ในขณะนั้น คือปัญหาเกี่ยวกับสถานภาพของมหาวิทยาลัยที่ยังไม่เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายและปัญหาหลายอย่างที่ตามมา โดยเฉพาะปัญหาด้านงบประมาณและการขยายการศึกษาให้สูงถึงระดับปริญญาโทและปริญญาเอก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการรับว่าจะสนับสนุนการดำเนินการเรื่องพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

  ต่อมาในวันที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ คณะกรรมาธิการศาสนาศิลปะและวัฒนธรรม นำโดยนายอำนวย สุวรรณคีรี ประธานกรรมาธิการ และนายดุสิต โสภิตชา รองประธานกรรมาธิการ ได้มาเยี่ยมชมกิจการของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และประชุมร่วมกับนายกสภามหาวิทยาลัย อธิการบดี รองอธิการบดี และคณบดี ที่ตำหนักสมเด็จ วัดมหาธาตุฯ คณะกรรมาธิการรับว่าจะดำเนินการเรื่องพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

  ในวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๖ มหาวิทยาลัยได้มีคำสั่งที่ ๑๔๙/๒๕๓๖ แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จำนวน ๑๑ ท่าน มีพระอมรเมธาจารย์ อธิการบดี เป็นประธาน คณะกรรมการได้ประชุมครั้งแรก ณ ตำหนักสมเด็จ วัดมหาธาตุฯ เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๖

  คณะกรรมาธิการศาสนาศิลปะและวัฒนธรรมมอบหมายให้นายประเทือง เครือหงศ์ เลขานุการคณะกรรมาธิการยกร่างพระราชบัญญัติสถาบันมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและมหามกุฏราชวิทยาลัย มี ๗๕ มาตรา สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งมีสภามหาวิทยาลัยร่วมกันเพียงสภาเดียวเรียกว่า สภาสถาบันเหมือนกับสถาบันราชภัฏ ๓๖ แห่งที่มีสภาสถาบันเพียงสภาเดียว เมื่อยกร่างเสร็จแล้ว นายอำนวย สุวรรณคีรี ได้ส่งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ถึงนายปราโมทย์ สุขุม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ และได้มีหนังสือลงวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ แจ้งให้มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยทราบเรื่องร่างพระราชบัญญัตินี้เช่นกัน

  ในวันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ คณะผู้บริหารระดับสูงของมหามกุฏราชวิทยาลัย ประกอบด้วย พระเทพวราจารย์ พระราชธรรมนิเทศ พระกวีวรญาณ และพระอมรโมลี มาประชุม ณ ตำหนักสมเด็จ วัดมหาธาตุฯ ร่วมกับคณะผู้บริหารระดับสูงของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยนำโดย พระสุเมธาธิบดี พระอมรเมธาจารย์ พระเมธีธรรมาภรณ์ พระครูวรกิจจาภรณ์ และพระมหาสมชัย กุสลจิตฺโต เพื่อกำหนดแนวทางดำเนินการเกี่ยวกับพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ร่วมกัน ที่ประชุมมีมติให้ยกร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองฉบับเหมือนกับที่เคยผ่านสภาผู้แทนราษฎรเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๘

  ต่อมา ในวันที่ ๑๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ คณะผู้บริหารมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและคณะผู้บริหารมหามกุฏราชวิทยาลัยได้เข้าประชุมร่วมกับคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม ที่กรมการศาสนา มีนายปราโมทย์ สุขุม เป็นประธาน เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสถาบันที่คณะกรรมาธิการได้ยกร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ที่ประชุมมีมติให้ยกร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์แยกกันเป็นสองฉบับ คือ ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยและร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

  ในวันที่ ๑๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ คณะผู้บริหารมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้ไปร่วมประชุมกับคณะผู้บริหารมหามกุฏราชวิทยาลัยที่วัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อพิจารณากำหนดแนวทางร่วมกันในการผลักดันร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์

  ในวันที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๖ นายประเทือง เครือหงศ์ เลขานุการคณะกรรมาธิการการศาสนาศิลปะและวัฒนธรรมได้ส่งร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์สองฉบับ คือ ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยและร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วถึงนายปราโมทย์ สุขุม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

  ในวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๖ พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ นำเรื่องปรึกษาสภามหาวิทยาลัยในการประชุมครั้งที่ ๔/๒๕๑๖ เรื่องตำแหน่งทางวิชาการที่จะกำหนดในพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ สภามหาวิทยาลัยมีมติให้ใช้แบบสากลนิยม คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์

  ในวันที่ ๒๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๖ นายปราโมทย์ สุขุม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ส่งร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองฉบับถึงนายสัมพันธ์ ทองสมัคร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป นายสัมพันธ์ ทองสมัครได้ทำบันทึกถึงนายโกวิท วรพิพัฒน์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการว่า เรื่องนี้สำคัญละเอียดอ่อนควรขอความเห็นจากคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการได้ทำบันทึกถึง นายสุรัฐ ศิลปอนันต์ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการให้นิมนต์และเชิญประชุมผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เช่น ผู้แทนมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ผู้แทนมหามกุฏราชวิทยาลัย นายอำนวย สุวรรณคีรี อธิบดีกรมการศาสนา อธิบดีกรมวิชาการ อธิบดีกรมสามัญศึกษา เลขาธิการการประถมศึกษาแห่งชาติ ในวันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ เพื่อพิจารณาเรื่องพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์โดยเฉพาะผู้แทนมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยที่เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้คือ พระอมรเมธาจารย์ อธิการบดี พระเมธีธรรมาภรณ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ พระครูศรีวรนายก รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร และพระมหาโกวิทย์ สิริวณฺโณ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการวิทยาเขต

  ในวันที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ นายอำนวย สุวรรณคีรี ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยและร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยที่คณะกรรมาธิการศาสนาศิลปะและวัฒนธรรมยกร่างไว้นั้นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร

  ประธานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองฉบับเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินเพราะรัฐต้องจัดสรรและโอนงบประมาณรายจ่ายของแผ่นดินมาดำเนินกิจการมหาวิทยาลัยสงฆ์ จึงสั่งการให้ส่งเรื่องไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณารับรอง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจึงส่งร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองฉบับถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ เพื่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาล่วงหน้า

  ในวันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีมีหนังสือถามความเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ไปที่กระทรวงศึกษาธิการและทบวงมหาวิทยาลัย ทบวงมหาวิทยาลัยมีหนังสือตอบลงวันที่ ๑๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๖

  ในวันที่ ๒๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๖ นายปราโมทย์ สุขุม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้เสนอร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์สองฉบับต่อเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อถือเป็นร่างของรัฐบาล

  ในวันที่ ๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ นายวิษณุ เครืองาม เลขาธิการคณะรัฐมนตรีมีหนังสือถามความเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ไปที่ทบวงมหาวิทยาลัย สำนักงบประมาณกระทรวงการคลังและสำนักนายกรัฐมนตรี

  ในเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ กรมการศาสนาทำหนังสือแจ้งปลัดกระทรวงศึกษาธิการว่า กรมการศาสนาได้นำเรื่องพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งเสนอที่ประชุมมหาเถรสมาคมและที่ประชุมคณะกรรมการการศึกษาของคณะสงฆ์ทุกฝ่ายเห็นชอบในหลักการของร่างพระราชบัญญัติทั้งสองฉบับในเดือนตุลาคมนั่นเอง กระทรวงศึกษาธิการแจ้งเลขาธิการคณะรัฐมนตรีว่า ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองฉบับมีความเหมาะสมชอบด้วยหลักการและเหตุผล

  ในวันที่ ๑๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง เพิ่มจำนวนกรรมการเป็น ๒๑ ท่าน มีพระอมรเมธาจารย์ อธิการบดีเป็นประธาน มีพระเมธีธรรมาภรณ์และพระครูศรีวรนายก เป็นรองประธาน ทำหน้าที่ติดต่อประสานงานให้ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยผ่านการพิจารณาของรัฐสภา

  ในวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๖ นายวิษณุ เครืองาม เลขาธิการคณะรัฐมนตรีมีหนังสือถึงนายบัญญัติ บรรทัดฐาน รองนายกรัฐมนตรี สรุปความว่า ทบวงมหาวิทยาลัย สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง และสำนักนายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้วเห็นควรสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ โดยทบวงมหาวิทยาลัยเสนอว่ามหาวิทยาลัยสงฆ์ควรอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของทบวงมหาวิทยาลัย

  ในวันที่ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองฉบับ คณะรัฐมนตรีตั้งข้อสังเกตว่า การจะให้มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งบริหารด้วยตนเองตามระบบเดิมจะมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกว่าการกำหนดให้อยู่ภายใต้ระบบราชการหรือไม่ และเป็นการสมควรหรือไม่ที่มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของทบวงมหาวิทยาลัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการขอถอนร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ไปแก้ไขปรับปรุงใหม่ก่อนที่จะเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง

  ในวันที่ ๒๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี มีหนังสือแจ้งมติคณะรัฐมนตรีไปที่ทบวงมหาวิทยาลัยและกระทรวงศึกษาธิการเพื่อให้พิจารณาตกลงเรื่องหน่วยงานที่จะกำกับดูแลมหาวิทยาลัยสงฆ์

  ในวันที่ ๑๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๗ คณะผู้บริหารระดับสูงของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มีอธิการบดีเป็นประธาน ได้ประชุม ณ ตำหนักสมเด็จ วัดมหาธาตุ พิจารณาสาเหตุที่ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ไม่ผ่านที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูงมีมติให้ส่งผู้แทนมหาวิทยาลัยไปประสานงานกับรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการอย่างใกล้ชิด

  ในวันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๗ กรมการศาสนาได้เสนอคณะกรรมการการศึกษาของคณะสงฆ์ในการประชุมครั้งที่ ๑/๒๕๓๗ ให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการยกร่างหรือปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา พ.ศ. ๒๕๒๗ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ดำเนินการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการดังกล่าว จำนวน ๑๒ ท่าน

  วันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๗ คณะผู้บริหารมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยนำโดยอธิการบดีได้เข้าพบนายสัมพันธ์ ทองสมัคร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเพื่อหาทางออกให้กับร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ ในการพบครั้งนี้ได้มีข้อตกลงให้มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและมหามกุฏราชวิทยาลัย ส่งผู้แทนแห่งละ ๕ ท่าน ไปประชุมปรึกษาหารือกับผู้แทนจากกระทรวงศึกษาธิการและผู้แทนจากทบวงมหาวิทยาลัยเพื่อตกลงในประเด็นเรื่องการกำกับดูแลมาหาวิทยาลัยสงฆ์

  วันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในฐานะองค์ประธานเสนอคณะกรรมการการศึกษาของคณะสงฆ์ มีพระบัญชาแต่งตั้งคณะอนุกรรมการยกร่างหรือปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา พ.ศ. ๒๕๒๗ จำนวน ๑๒ ท่าน มีพระราชธรรมนิเทศ เป็นประธาน และมีนายมาณพ พลไพรินทร์ ผู้อำนวยการกองศาสนาศึกษา เป็นกรรมการและเลขานุการ

  ในวันที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ ผู้แทนมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๕ รูป นำโดยอธิการบดีและผู้แทนมหามงกุฏราชวิทยาลัย ๕ รูป ไปประชุมร่วมกับคณะอนุกรรมการยกร่างหรือปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา พ.ศ. ๒๕๒๗ ที่กรมการศาสนา ที่ประชุมมีมติให้กระทรวงศึกษาธิการมีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการและผู้แทนมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งละ ๕ รูปนั้นเป็นกรรมการชุดใหญ่มีหน้าที่พิจารณาพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์และพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ เลขานุการที่ประชุมยังได้เสนอว่า “ควรจะมีการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา พ.ศ. ๒๕๒๗ เป็นหลัก เพราะนโยบายของท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มหาวิทยาลัยสงฆ์จะไม่มีสองมหาวิทยาลัยอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะขณะนี้จะมีมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลกเกิดขึ้นโดยตั้งงบประมาณไว้แล้ว”

  ต่อมา ทางฝ่ายเลขานุการในคณะอนุกรรมการยกร่างหรือปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา พ.ศ. ๒๕๒๗ ได้ยกร่างพระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา พ.ศ…..ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา พ.ศ. ๒๕๒๗ ร่างพระราชบัญญัติฉบับแก้ไขเพิ่มเติมนี้กำหนดให้ผู้สำเร็จเปรียญธรรม ๙ ประโยคมีวิทยฐานะปริญญาเอก พร้อมกับรับรองวิทยฐานะปริญญาโทและปริญญาเอกในมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง เลขานุการในคณะอนุกรรมการชุดนี้ได้มีหนังสือเชิญอนุกรรมการไปประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวในวันที่ ๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๗

  เมื่อข่าวเรื่องร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้แพร่ออกไป ผู้บริหารมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะทำให้ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์หมดความหมาย อธิการบดีจึงมีหนังสือแจ้งให้เจ้าหน้าที่และคณาจารย์ทั้งหมดเข้าร่วมเสวนาเรื่องพระราชบัญญัติมหาวิทยังสงฆ์ ณ ศูนย์วัดศรีสุดาราม ในวันที่ ๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๗ มหาวิทยาลัยได้เชิญนายอำนวย สุวรรณคีรี ประธานกรรมาธิการศาสนาศิลปะและวัฒนธรรม และนายดุสิต โสภิตชา รองประธานกรรมาธิการศาสนาศิลปะและวัฒนธรรมมาเป็นวิทยากรบรรยายนำ ผู้เข้าร่วมเสวนามีมติยืนยันให้เสนอร่างพระราชบัญญัติมหามกุฏราชวิทยาลัยและร่างพระราชบัญญัติมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยกลับเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

  ในวันที่ ๑๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๗ ผู้แทนมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งพร้อมด้วยผู้แทนทบวงมหาวิทยาลัย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติสำนักงานข้าราชการพลเรือน สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และผู้แทนกรมการศาสนาไปประชุมร่วมกับคณะกรรมาธิการศาสนาศิลปะและวัฒนธรรมที่รัฐสภาตามหนังสือเชิญของประธานคณะกรรมาธิการ ที่ประชุมมีมติให้รีบเสนอร่างพระราชบัญญัติมหามกุฏราชวิทยาลัยและร่างพระราชบัญญัติมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพราะเวลาได้ล่วงเลยมานานแล้ว และเห็นควรให้มหาวิทยาลัยสงฆ์อยู่ในความควบคุมดูแลชองมหาเถรสมาคมและกระทรวงศึกษาธิการตามที่เคยเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ที่ประชุมมีมติให้ผู้เกี่ยวข้องประชุมร่วมกันอีกครั้งหนึ่งที่วัดบวรนิเวศวิหารในวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๗

  ในวันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๗ ผู้แทนกรมการศาสนา (นายศิริ ศิริบุตร รองอธิบดีกรมการศาสนา) ได้มีหนังสือรายงานผลการประชุมที่รัฐสภาต่อนายสัมพันธ์ ทองสมัคร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รัฐมนตรีได้ทำบันทึกท้ายหนังสือว่ามอบให้ ดร.รุ่ง แก้วแดง อธิบดีกรมการศึกษานอกโรงเรียน เป็นผู้ปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ ในฐานะที่ ดร.รุ่ง แก้วแดง เป็นประธานคณะทำงานนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ทำบันทึกแยกต่างหาก มอบหมายงานปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์แก่ ดร.รุ่ง แก้วแดงว่า

  “เรียนคณะทำงาน (ดร.รุ่ง แก้วแดง)

  ด้วย ครม. ได้ให้ศธ. มาปรับ พ.ร.บ. จัดการศึกษาสงฆ์ ผมมอบเรื่องให้กรมการศาสนาไปนานแล้ว ยังไม่มีอะไรคืบหน้า ขอดร.รุ่ง ได้ปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ. ดังกล่าวให้ด้วย เมื่อพิจารณาแก้ไขแล้วเสร็จ จะได้สัมมนาหารือร่วมกันอีกสักครั้งก่อนเสนอ ครม.”

  ในวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๗ ผู้แทนมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งพร้อมด้วยผู้แทนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ประชุมร่วมกับคณะกรรมาธิการศาสนาศิลปะและวัฒนธรรมที่วัดบวรนิเวศวิหารเพื่อพิจารณาปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์โดยเปรียบเทียบกับร่างพระราชบัญญัติสถาบันราชภัฏ

  ในวันที่ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ ดร.รุ่ง แก้วแดง ได้เชิญผู้แทนมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง ประธานกรรมาธิการศาสนาศิลปะและวัฒนธรรมและผู้เกี่ยวข้องประชุมครั้งแรกที่กรมการศึกษานอกโรงเรียน เพื่อพิจารณาปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ ในการประชุมครั้งนี้ ดร.รุ่ง ได้กำหนดประเด็นปัญหาไว้ ๒๕ ข้อ เพื่อหาคำตอบให้ตรงกันก่อนว่ามหาวิทยาลัยสงฆ์ต้องการอะไรเมื่อได้ประเด็น คำตอบตรงกันทุกฝ่ายแล้วจึงใช้เป็นหลักการประกอบการร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) เป็นผู้ชี้แจงคำตอบในประเด็นปัญหาเหล่านั้นในนามของมหาวิทยาลัยสงฆ์

  ดร.รุ่ง แก้วแดง ได้ประชุมครั้งที่ ๒ ในวันที่ ๑๔ กรกฎาคม และครั้งที่ ๓ ในวันที่ ๒๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ ผลของการประชุมทำให้ได้หลักการและคำอธิบายประกอบร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์จำนวน ๒๒ ข้อซึ่งที่ประชุมใช้เป็นกรอบในการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ ร่างพระราชบัญญัติที่ปรับปรุงใหม่นี้ได้ยึดแนวของพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี พ.ศ. ๒๕๓๓ และพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พ.ศ. ๒๕๓๕

  ในวันที่ ๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ ดร.รุ่ง แก้วแดง เสนอร่างพระราชบัญญัติมหามกุฏราชวิทยาลัยและร่างพระราชบัญญัติมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยที่ได้ปรับปรุงใหม่ต่อที่ประชุมอธิบดีของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ประชุมเห็นชอบตามเสนอ

  ต่อมาในวันที่ ๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๗ รัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการได้ส่งร่างพระราชบัญญัติทั้งสองฉบับถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

  เลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือถามความเห็นไปยังกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมและสำนักงบประมาณในวันที่ ๘ กันยายน พ.ศ ๒๕๓๗

  สำนักงบประมาณทำหนังสือตอบลงวันที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ ยืนยันการสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์

  ในวันที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมทำหนังสือตอบเลขาธิการคณะรัฐมนตรีว่า พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ไม่ต้องอยู่ภายใต้บังคับกฎหมายแรงงาน

  วันที่ ๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๘ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยและร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และให้ส่งคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจาราณา

  วันที่ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๘ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีส่งรางพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา

  ในวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๘ มีการประชุมคณะกรรมการกฤษฎีกาชุดเล็กเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์เป็นครั้งแรก มีนางสาวพวงเพชร สารคุณ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นประธานที่ประชุมมีผู้แทนมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๓ รูป ไปชี้แจง คือ พระอมรเมธาจารย์ พระเมธีธรรมาภรณ์ และพระมหาสุรพล สุจริโต ดร.รุ่ง แก้วแดงเข้าชี้แจงในนามกระทรวงศึกษาธิการพร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานต่างๆ คือ สำนักงบประมาณ กรมธนารักษ์ กรมบัญชีกลาง กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สำนักงานส่งเสริมตุลาการ และสำนักงานปลัดทบวงมหาวิทยาลัย

  คณะกรรมการกฤษฎีกาชุดนี้ประชุมครั้งที่ ๒ ในวันที่ ๓ มีนาคม และประชุมครั้งที่ ๓ ในวันที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๘

  ในวันที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ มีประกาศยุบสภา รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัยได้สิ้นสุดลง ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองฉบับจึงตกไปในขณะที่ยังค้างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา

  เมื่อรัฐบาลที่นายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรีเข้ามาบริหารประเทศมหาวิทยาลัยเริ่มดำเนินการเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ต่อไปด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการเกี่ยวกับพระราชบัญญัติมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยชุดใหม่ มีพระเมธีธรรมาภรณ์เป็นประธาน พระครูศรีวรนายกเป็นรองประธาน และพระมหาสุรพล สุจริโต เป็นกรรมการและเลขานุการ เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๘

  ในวันที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ คณะสังคมศาสตร์ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จัดอภิปรายเรื่อง “แนวทางการสานต่อ พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยสงฆ์” ผู้ร่วมอภิปรายประกอบด้วย นายสุขวิช รังสิตพล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ ดร.รุ่ง แก้วแดง นายอำนวย สุวรรณคีรี ร้อยโทกุเทพ ใสกระจ่าง และนายจำนงค์ สวมประคำ โดยมีพระเมธีธรรมาภรณ์ เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย คณะวิทยากรและผู้ดำเนินการอภิปรายได้เสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการสานต่อพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ นายสุขวิช รังสิตพล ให้ความมั่นใจแก่ที่ประชุมว่า จะถือเรื่องพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์เป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ

  ภายหลังการอภิปรายในวันนั้น พระเมธีธรรมาภรณ์ได้นัดประชุมคณะกรรมการดำเนินการเกี่ยวกับพระราชบัญญัติมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเป็นครั้งแรกเพื่อกำหนดแนวทางการประสานงานเรื่องพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์

  ในวันที่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ กระทรวงศึกษาธิการส่งร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองฉบับถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

  ผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งได้เข้าพบ ร.ต.ท. เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในวันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ และได้เข้าพบนายสุขวิช รังสิตพล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในวันที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ เพื่อสอบถามความคืบหน้าของพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์

  เลขาธิการคณะรัฐมนตรีมีหนังสือลงวันที่ ๒๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ ถึงเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาให้เร่งพิจารณาร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองฉบับที่ค้างการพิจารณาในสมัยรัฐบาลก่อน

  ในวันที่ ๒๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ คณะกรรมการกฤษฎีกาประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ต่อจากที่ค้างไว้จนครบทุกมาตรา

  ต่อมาในวันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๘ ที่ประชุมคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา พ.ศ. ๒๕๒๗ เพื่อให้สอดคล้องกับร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์

  ในวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๘ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกามีหนังสือถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรีรายงานผลการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองฉบับและร่างพระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม

  ในวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๙ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และร่างพระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม

  ในวันที่ ๒๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๙ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี มีหนังสือถึงนายโภคิน พลกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่ให้พิจารณาประเด็นที่ว่ามหาวิทยาลัยสงฆ์ควรมีอำนาจกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาและการวิจัยโดยมีรัฐบาลค้ำประกันหรือไม่

  ในวันที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๙ คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ประกอบด้วยพระครูศรีวรนายก พระมหาสุรพล สุจริโต พระมหาไพเราะ ฐิตสีโล พระมหาไสว โชติโก และดร.พรรษา พ่วงแตง ได้เข้าพบนายบุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ ประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อขอให้เร่งนำร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์บรรจุในวาระการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาโดยเร็ว

  ในวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ คณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎรมีมติสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประธานคณะกรรมาธิการมีหนังสือแจ้งให้พระสุเมธาธิบดี นายกสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยทราบในวันที่ ๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๙

  ในวันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ นายโภคิน พลกุล ได้เพิ่มประเด็นที่ว่าให้กระทรวงการคลังค้ำประกันหนี้ต่างๆ ของมหาวิทยาลัยสงฆ์และได้แจ้งไปยังประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อดำเนินการต่อไป

  ในวันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ นายปองพล อดิเรกสาร ประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรได้นัดประชุมคณะกรรมการเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่ทำเนียบรัฐบาล มีผู้แทนมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยไปร่วมประชุมชี้แจง ๓ รูป คือ พระราชรัตนโมลี พระเมธีธรรมาภรณ์ และพระมหาสุรพล สุจริโต

  ในวันที่ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ นายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีมีหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อส่งร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และร่างพระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมเสนอสภาผู้แทนราษฎร

  ในวันที่ ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ คณะผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เพื่อกราบทูลถวายรายงานความคืบหน้าของการเสนอร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองฉบับ สมเด็จพระสังฆราชได้มีลิขิตถึงนายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรี นายบุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ ประธานสภาผู้แทนราษฎร นายชวน หลีกภัย ผู้นำฝ่ายค้าน และนายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานวุฒิสภา เพื่อให้เร่งดำเนินการเกี่ยวกับ พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองฉบับจนทันประกาศใช้ในปีกาญจนาภิเษก

  ในวันที่ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้มีมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองฉบับ และร่างพระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ พร้อมด้วยร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์อีก ๓ ร่างที่นายอำนวย สุวรรณคีรี นายไพจิต ศรีวรขาน และพันตำรวจเอกสุทธี คะสุวรรณ เป็นผู้เสนอ ที่ประชุมได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแปรญัตติโดยให้ถือร่างของรัฐบาลเป็นหลัก

  คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ประกอบด้วยกรรมาธิการจำนวน ๒๗ ท่าน มี ร.ต.ท. เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ เป็นประธาน นายอำนวย สุวรรณคีรี นายไพจิต ศรีวรขาน และนายดุสิต โสภิตชาเป็นรองประธาน มีกรรมการที่เป็นศิษย์เก่ามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๓ ท่าน คือ นายจำนงค์ ทองประเสริฐ ร้อยโทกุเทพ ใสกระจ่าง และนายสนิท ศรีสำแดง ผู้บริหารมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมประชุมชี้แจงในคณะกรรมาธิการ คือ พระเมธีธรรมาภรณ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ และพระมหาสุรพล สุจริโต รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและวางแผน คณะกรรมาธิการประชุมรวม ๕ ครั้ง คือ

  ครั้งที่ ๑ วันที่ ๒๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๙

  ครั้งที่ ๑ วันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๙

  ครั้งที่ ๑ วันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๙

  ครั้งที่ ๑ วันที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๙

  ครั้งที่ ๕ วันที่ ๒๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๙

  ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้บรรจุเรื่องร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จเรียบร้อยแล้วเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ ๒๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๙ เรื่องอยู่ในอันดับที่ ๔ แต่ยังไม่ทันได้รับการพิจารณาก็ปิดประชุมเสียก่อน

  ในวันที่ ๒๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภา รัฐบาลซึ่งมีนายบรรหาร ศิลปอาชา ได้สิ้นสุดลง ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์จึงตกไป

  ต่อมาในวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือถึงกรมการศาสนาว่า “ถ้ามีความประสงค์จะดำเนินงานต่อ ให้ยืนยันร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์และเสนอไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง

   ในวันที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ กรมการศาสนามีหนังสือถึงปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ยืนยันร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองฉบับ เพื่อเสนอนายสุขวิช รังสิตพล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในคณะรัฐบาลที่มีพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี พิจารณาลงนามในหนังสือแจ้งเลขาธิการคณะรัฐมนตรีต่อไป

  ในวันที่ ๑๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ รัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการ ได้มีหนังสือถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ยืนยันร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองฉบับ

  ในวันที่ ๒๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ และมีมติให้เสนอสภาผู้แทนราษฎรในวันเดียวกันนั่นเอง โดยไม่ต้องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาอีก

  ในวันที่ ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๐ หลังจากที่ได้บรรจุเรื่องร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์เข้าสู่การประชุมสภาผู้แทนราษฎรแล้ว คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร มีมติให้เลื่อนระเบียบวาระเรื่องพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ขึ้นมาพิจารณาในอันดับที่ ๖.๓, ๖.๔ ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ ๘ ธันวาคม โดยมีผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสอง คือ คณะรัฐมนตรี นายอำนวย สุวรรณคีรีและคณะ นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ และคณะ นายเปรมศักดิ์ เพียยุระและคณะ

  ในวันที่ ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๐ ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองฉบับและร่างพระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา (ฉบับที่ ๒) และลงมติด้วยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์รับหลักการร่างพระราชบัญญัติทั้งสามฉบับ ที่ประชุมได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแปรญัตติโดยให้ถือร่างของรัฐบาลเป็นหลัก

  คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ประกอบด้วยกรรมาธิการจำนวน ๒๗ ท่าน มีนายสังข์ทอง ศรีธเรศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน นายอำนวย สุวรรณคีรี ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ และนายดุสิต โสภิตชา เป็นรองประธาน มีกรรมการที่เป็นศิษย์เก่ามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๓ ท่าน คือ นายจำนงค์ ทองประเสริฐ ร้อยโทกุเทพ ใสกระจ่าง และนายสนิท ศรีสำแดง ผู้บริหารมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมประชุมชี้แจงในคณะกรรมาธิการ คือ พระราชวรมุนี (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ พระมหาสุรพล สุจริโต รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและวางแผน และพระมหาโกวิทย์ สิริวณฺโณ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการวิทยาเขต

  คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ได้ประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ ๓ ครั้ง คือ

  ครั้งที่ ๑ วันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๐

  ครั้งที่ ๒ วันที่ ๒๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๐

  ครั้งที่ ๓ วันที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๐

  ผลการประชุมพิจารณาในครั้งที่ ๓ นี้กล่าวเฉพาะในส่วนพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มีประเด็นสำคัญที่ควรทราบคือ มาตราที่ ๖ ความเดิมวรรคหนึ่งมีว่า “ให้จัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นมหาวิทยาลัยหนึ่ง เรียกว่ามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และเป็นนิติบุคคลอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์” คณะกรรมาธิการได้ขอแปรญัตติตัดคำว่า “อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์” ที่ประชุมพิจารณาเห็นว่า การจะให้มหาวิทยาลัยอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ควรเป็นไปตามพระราชวินิจฉัยขององค์พระมหากษัตริย์ การตรากฎหมายกำหนดให้อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์เป็นเรื่องไม่เหมาะสม เมื่อได้อภิปรายกันแล้ว ที่ประชุมมีมติให้ตัดคำว่า “อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์”ออกไป

  เมื่อคณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว นายสังข์ทอง ศรีธเรศ ประธานคณะกรรมาธิการได้ส่งร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองฉบับ และร่างพระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๐ เพื่อเสนอสภาผู้แทนราษฎรต่อไป

  ในวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๐ ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติทั้งสามฉบับซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาเสร็จแล้วลงมติในวาระที่ ๒ และที่ ๓ เห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยทั้งสองฉบับและร่างพระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนาฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ด้วยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์

  ในวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๐ ที่ประชุมวุฒิสภา ได้ลงมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์และร่างพระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา (ฉบับที่ ๒) และมอบให้คณะกรรมาธิการการศึกษาและวัฒนธรรมของวุฒิสภาพิจารณาแปรญัตติภายใน ๕ วัน

  คณะกรรมาธิการชุดนี้จำนวน ๑๗ คน มีนายเกษม สุวรรณกุลเป็นประธาน มีนายสิปปนนท์ เกตุทัต และนายวิจิตร ศรีสอ้านเป็นรองประธาน นายจำนงค์ ทองประเสริฐเป็นเลขานุการ ผู้แทนมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเข้าร่วมประชุมชี้แจงแสดงความเห็น ๔ ท่าน คือ พระราชวรมุนี พระมหาสุรพล สุจริโต พระมหาโกวิทย์ สิริวณฺโณ และพระมหาไสว โชติโก คณะกรรมาธิการได้ประชุม ๕ ครั้ง คือ

  ครั้งที่ ๑ วันที่ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๐

  ครั้งที่ ๒ วันที่ ๑๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๐

  ครั้งที่ ๓ วันที่ ๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๐

  ครั้งที่ ๔ วันที่ ๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๐

  ครั้งที่ ๕ วันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๐

  ในวันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๐ นายเกษม สุวรรณกุล ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาและวัฒนธรรมได้ส่งร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองฉบับ และร่างพระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะ ผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนาฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ต่อวุฒิสภาเพื่อพิจารณา

  ในวันที่ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ ที่ประชุมวุฒิสภามีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมาธิการการศึกษาและวัฒนธรรมวุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติม และให้ส่งต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณา

  ในวันที่ ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรรับทราบมติของวุฒิสภาเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จึงสำเร็จเป็นกฎหมายไปก่อน แต่เนื่องจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่ผ่านการพิจารณาของวุฒิสภาแล้วนั้น มีแก้ไขเพิ่มเติม ๑๙ มาตรา บางมาตราเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมในสาระสำคัญ โดยเฉพาะมาตรา ๗ ความเดิมมีว่า “มหาวิทยาลัยไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณหรือกฎหมายอื่น” วุฒิสภาได้แก้ไขเป็น “มหาวิทยาลัยไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ” ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรจึงมีมติให้ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองฉบับ ประกอบด้วยกรรมาธิการจำนวน ๒๒ คน คณะกรรมาธิการชุดนี้มีนายสังข์ทอง ศรีธเรศ เป็นประธาน นายสุรัฐ ศิลปอนันต์ และนายวิจิตร ศรีสอ้าน เป็นรองประธาน ร้อยโทกุเทพ ใสกระจ่าง เป็นเลขานุการ

  พระราชวรมุนี อธิการบดีมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้มีหนังสือลงวันที่ ๒๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ ถึงนายสังข์ทอง ศรีธเรศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการว่า การที่พระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ผ่านรัฐสภาเป็นกฎหมายไปแล้ว ทั้งที่พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ยังค้างอยู่นั้นก่อให้เกิดปัญหาต่อมา ถ้าพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ตกไปเพราะเหตุใดเหตุหนึ่ง จะมีผลให้การดำเนินงานทั้งหมดของมหาวิทยาลัยสงฆ์ไม่มีกฎหมายรองรับ เพราะประเด็นที่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยสงฆ์ในพระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ได้ถูกตัดออกไป

  ต่อมาคณะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองฉบับ ได้มีการประชุม ๒ ครั้ง คือ

   ครั้งที่ ๑ วันที่ ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๐

  ครั้งที่ ๒ วันที่ ๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๐

  ประเด็นเกี่ยวกับมาตรา ๗ นั้น ที่ประชุมคณะกรรมาธิการร่วมมีมติแก้ไขเพิ่มเติมว่า “ให้มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ”

  ในวันที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ นายสังข์ทอง ศรีธเรศ ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองฉบับที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการร่วมแล้วต่อสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งหนึ่ง

  ในวันที่ ๒๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองฉบับ

  ในวันที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ ที่ประชุมวุฒิสภามีมติเห็นชอบ ต่อจากนั้น เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้ส่งร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ ทั้งสองฉบับ และร่างพระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา (ฉบับที่ ๒) ถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ให้นำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย

  ในวันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๐ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ รัชกาลปัจจุบัน ได้ทรงลงพระปรามาภิไธยในพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองฉบับ คือ พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๔๐ และพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๔๐ และพระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๐

  ในวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ พระราชบัญญัติทั้งสามฉบับประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๔ ตอนที่ ๕๑

  ในที่สุด ความพยายามที่จะให้มีการตราพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยที่เริ่มขึ้นเมื่อ ๔๐ ปีที่แล้วก็ประสบความสำเร็จเพราะความพยายามอย่างต่อเนื่องยาวนานของผู้บริหารมหาวิทยาลัยชุดแล้วชุดเล่าและเพราะความร่วมมือที่ได้รับจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

  การได้มาซึ่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยนับเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแห่งนี้

  เมื่อได้รับการยอมรับสถานภาพว่าเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐเช่นนี้แล้ว ก้าวต่อไป คือ ความพยายามที่จะให้ได้รับการยอมรับว่าเป็นมหาวิทยาลัยระดับภูมิภาคและระดับโลกในที่สุด

ยุคเข้าสู่การเป็นศูนย์กลางมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนานานาชาติ(๒๕๔๑-๒๕๕๘)[แก้]

 ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ที่มหาวิทยาลัยได้รับการรับรองสถานะให้เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐเป็นต้นมา มหาวิทยาลัยได้ดำเนินการพัฒนา ทั้งในเชิงกายภาพ (Hardware) และเชิงคุณภาพ (Software) อีกทั้งเตรียมคนเพื่อรองรับการพัฒนามหาวิทยาลัยเข้าสู่การเป็นศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนาทั้งในระดับชาติและนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ดังนี้

 
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

  ๑. การเตรียมพื้นที่รองรับการเป็นศูนย์กลางมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนานานาชาติ

   วันที่ ๒๐ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๒ นายแพทย์รัศมี คุณหญิงสมปอง วรรณิสสรได้ถวายที่ดินจำนวน ๘๔ ไร่ ๑ งาน ๓๗ ตารางวา ที่ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยาแก่มหาวิทยาลัย รวมกับที่ดินที่มหาวิทยาลัยได้ดำเนินการจัดซื้อเพิ่มเติม ปัจจุบันมีเนื้อที่ทั้งหมด ๓๒๓ ไร่

  หลังจากนั้น ในวันที่ ๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๒ คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทูลเกล้าถวายโฉนดที่ดินทั้ง ๒ แปลงเพื่อพระราชทานแก่มหาวิทยาลัย

  ต่อมา ในวันที่ ๑๓ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๒ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์โครงการก่อสร้างมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ณ ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยทรงวางศิลาฤกษ์อาคารสำนักงานอธิการบดี

  จนกระทั่ง ในวันที่ ๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๑ มหาวิทยาลัยได้ย้ายที่ทำการจากวัดมหาธาตุและวัดศรีสุดาราม กรุงเทพมหานคร มายังที่ทำการแห่งใหม่ ณ กิโลเมตรที่ ๕๕ ถนนพหลโยธิน ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

  ในที่สุด วันที่ ๓ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๓ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดป้ายหอประชุม มวก ๔๘ พรรษา และเปิดป้ายมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ

  ๒. การขยายสถาบันสมทบไปสู่นานาชาติ

  วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๔ ขยายการศึกษาไปสู่ต่างประเทศ โดยรับวิทยาลัยพุทธศาสนาดองกุก ชอนบอบ ประเทศเกาหลีใต้เข้าเป็นสถาบันสมทบเป็นแห่งแรก ปัจจุบันมีสถาบันทั้งในประเทศและต่างประเทศ จำนวน ๗ แห่ง ในปี ๒๕๔๗ รับมหาปัญญาวิทยาลัย อ.หาดใหญ่ จ. สงขลา และมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาจิ้ง เจวี๋ย เมืองเกาสง ไชนิสไทเป เป็นสถาบันสมทบ หลังจากนั้น ในปี ๒๕๕๐ มหาวิทยาลัยได้รับวิทยาลัยพระพุทธศาสนานานาชาติ ประเทศศรีลังกา และวิทยาลัยพระพุทธศาสนาสิงคโปร์ เป็นสถาบันสมทบ ต่อมาในปี ๒๕๕๓ มหาวิทยาลัยได้รับมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนา ธรรมะเกต ปูดาเปสท์ ประเทศฮังการี เป็นสถาบันสมทบ

  การดำเนินการเปิดรับมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยจาก ๖ ประเทศเข้าเป็นสถาบันสมทบนั้น นับเป็นการพัฒนามหาวิทยาลัยให้เป็นที่ยอมรับขององค์กรทางการศึกษาในระดับนานาชาติ จนทำให้องค์กรต่างๆ มุ่งมั่นที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยในการนำระดับ

  การจัดการศึกษา และหลักสูตรของมหาวิทยาลัยไปเปิดสอนกลุ่มบุคคลที่เป็นบรรพชิตและคฤหัสถ์ได้ศึกษาและเรียนรู้พระพุทธศาสนาในมิติที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น

  ๓. การจัดตั้งหน่วยงานเพื่อรองรับภารกิจการเป็นศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนาระดับนานาชาติ

  (๑) การจัดตั้งวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ

  การขยายตัวของมหาวิทยาลัยนั้น ไม่ได้จำกัดวงอยู่ในพื้นที่ของภาษาไทยเท่านั้น ด้วยเหตุที่มหาวิทยาลัยได้รับการยอมรับจากชาวพุทธทั่วโลก จึงเป็นเหตุให้มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องเปิดหลักสูตรนานาชาติ เพื่อรองรับกลุ่มบุคคลที่เป็นบรรพชิตและคฤหัสถ์จากทั่วโลกมาศึกษา ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

  ในปี พ.ศ. ๒๕๕๑ มหาวิทยาลัยได้อนุมัติโครงการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติเพื่อเป็นที่ศึกษาของบรรพชิตและและคฤหัสถ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยดำเนินการจัดซื้อที่ดิน จำนวน ๗๗ ไร่ ๒ งาน ๕๓ ตารางวา ซึ่งตั้งอยู่ติดกับที่ดินของมหาวิทยาลัยด้านทิศตะวันออก ต่อมามหาวิทยาลัยได้ร่างแผนแม่บทการก่อสร้างวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ ในปีงบประมาณ ๒๕๕๓ มหาวิทยาลัยได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อก่อสร้างอาคารเรียนรวมวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ จำนวน ๘๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยได้ดำเนินการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภค ซื้อวัสดุครุภัณฑ์ประกอบอาคารต่างๆ ซื้อที่ดินเพิ่มเติม ปรับปรุงพื้นที่ ก่อสร้างลานจอดรถ ก่อสร้างป้ายมหาวิทยาลัย งานปรับภูมิทัศน์ต่างๆ โดยรวมงบประมาณในการดำเนินการทั้งสิ้น ๒,๑๓๔,๕๙๑,๒๐๖ บาท

  ๒. จัดตั้งสมาคมมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนานานาชาติ

  ในวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๑ โดยสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.) อนุมัติให้ดำเนินการจัดตั้งสมาคมวิทยาลัยพระพุทธศาสนานานาชาติ โดยมีมหาวิทยาลัย และวิทยาลัยพระพุทธศาสนาทั่วโลกเข้าเป็นสมาชิกจำนวน ๑๑๗ สถาบัน สำหรับวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งนั้น เพื่อสนับสนุนมวลสมาชิก สร้างกรอบการทำงานร่วมกัน รวมไปถึงสร้างความเข้าใจและร่วมมือการทำงานร่วมกันระหว่างมวลสมาชิก ในการการเรียนการสอน การเผยแผ่พระพุทธศาสนา ทั้งนี้ ได้มีการประชุมอธิการบดีและการสัมมนาวิชาการ ระดับนานาชาติ ครั้งที่ ๑ ของสมาคมมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนานาชาติ ระหว่าง วันที่ ๑๓-๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๑ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้ร่วมมือกับสมาคมมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนานาชาติ จัดประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนา และสัมมนาวิชาการระดับนานาชาติ เรื่อง “พระพุทธศาสนากับจริยศาสตร์” ณ อุโบสถกลางน้ำ และอาคารเรียนรวม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีอธิการบดี นักวิชาการทั่วโลกเข้าร่วมประชุมกว่า ๑,๗๐๐ รูป/คน

  ๓. การจัดสมาคมสภาสากลวันวิสาขบูชาโลก

  ในวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๕๒ มหาวิทยาลัยร่วมกันองค์กรพระพุทธศาสนาทั่วโลกได้ร่วมกันลงนามจัดตั้งสมาคมสภาสากลวันวิสาขบูชาโลกขึ้น เพื่อกระตุ้นให้องค์กรพระพุทธศาสนาได้ร่วมกันเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาโลกในฐานะวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า และธำรงไว้ซึ่งความเป็นเอกสาร และความสามัคคีของกลุ่มชาวพุทธทั่วโลก โดยให้มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ทั้งนี้ องค์การสหประชาชาติ (UN) มีมติตั้งสภาสากลวันวิสาขบูชาโลก (International Council for the Day of Vesak) ให้เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ นับเป็นครั้งแรกที่วงการพระพุทธศาสนาไทย ได้รับสิทธิในการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของยูเอ็น

  พระพรหมบัณฑิต,ศ.ดร. (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) ประธานสมาคมสภาสากลวันวิสาขบูชาโลก และ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้เป็นกำลังสำคัญในการผลักดันส่งเสริมให้ยื่นเสนอขอรับรองเป็นองค์ที่ปรึกษาพิเศษดังกล่าว และได้มีกิจกรรมส่งเสริมงานของยูเอ็นอย่างต่อเนื่อง โดยการประสานความร่วมมือกับชาวพุทธทั่วโลก เพื่อจัดประชุมวิสาขบูชาโลกแล้ว บูรณาการกับพันธกิจของการจัดตั้ง ๔ ด้าน คือ (๑) การพัฒนาที่ยั่งยืน (๒) สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (โดยเฉพาะเรื่องภาวะโลกร้อน) (๓) การศึกษา และ (๔) การสร้างสันติภาพ

  สมาคมสภาสากลวิสาขบูชาโลกนี้ นับเป็นสะพานที่จะทำหน้าที่ในการเชื่อมโยงชาวพุทธทั่วโลก ทั้งนิกายมหายาน วัชรยาน และเถรวาท ให้สามารถศึกษา เรียนรู้ และเข้าใจซึ่งกันและกัน อันส่งผลในเชิงบวกต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาทั้งในระดับท้องถิ่น (Local) และในระดับโลก (Global) ให้สอดรับกับวิถีชีวิตและความเป็นไปของสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

   ๔. การจัดตั้งสถาบันภาษา

  พระพรหมบัณฑิต, ศ.ดร. อธิการบดีได้ให้นโยบายต่อการพัฒนาสถาบันภาษาเพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนานานาชาติว่า “ภารกิจของมหาวิทยาลัย และกิจกรรมมีสำคัญที่มหาวิทยาลัยได้ดำเนินการมา นอกเหนือจากกิจกรรมการเรียนการสอนโดยเฉพาะกาประชุมชาวพุทธนานาชาติ เนื่องในวันวิสาขบูชาโลก ซึ่งมหาวิทยาลัยเป็นเจ้าภาพหลักในการประชุม กระทั่งชาวพุทธทั่วโลกมีมติให้พุทธมณฑล เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของโลก ผลของการจัดกิจกรรมนี้ ทำให้รู้ว่ามหาวิทยาลัยขาดแคลนบุคลกรที่มีความรู้ ความสามารถในด้านภาษา ดังนั้น มหาวิทยาลัย จึงได้ตั้งสถาบันภาษาขึ้นเพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก ซึ่งปัจจุบันประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาทั่วโลกของไทย ต่างๆให้ความสนใจส่งบุคคลกรเข้ามาศึกษาในมหาวิทยาลัยมาขึ้น”

จากวิสัยทัศน์ดังกล่าว ในปี ๒๕๕๐ มหาวิทยาลัยจึงได้เริ่มต้นในการจัดตั้งโครงการสอนภาษาอังกฤษขึ้น เพื่อสนองตอบต่อการพัฒนาภาษาอังกฤษเพื่อเสริมสร้างการใช้ภาษาพูดและภาษาเขียนแก่นิสิตต่างประเทศที่เลือกเรียนในระดับปริญญาตรีภาคภาษาอังกฤษ หลังจากนั้น ในวัน

  ที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕ จึงมีการจัดตั้งสถาบันภาษาขึ้นอย่างเป็นทางการโดยให้มีสถานะเทียบเท่าคณะ ทั้งนี้ ขณะนี้ สถาบันภาษาได้ดำเนินการรองรับวิสัยทัศน์ของอธิการบดี ทั้งในมิติของการเปิดสอนหลักสูตรประกาศนียบัตรการแปลภาษา และภาษาอังกฤษเพื่อวิชาชีพ รวมไปถึงการเปิดสอนภาษาต่างๆ คือ ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาเกาหลี ภาษาบาฮาซา ภาษาเวียดนาม ภาษาพม่า ภาษาไทย และภาษาบาลี

สถาบันภาษาได้จัดการเรียนการสอนทั้งในระดับประกาศนียบัตร และการสอนภาษาอังกฤษในรายวิชาศึกษาทั่วไปที่เป็นภาษาอังกฤษที่ไม่นับหน่วยกิตของคณะต่างๆ และการบริการด้านภาษาให้แก่หน่วยงานภายในมหาวิทยาลัยที่เป็นผู้บริหาร คณาจารย์ และเจ้าหน้าที่เพื่อให้สามารถสื่อสารภาษาต่างประเทศรวมไปถึงการให้บริการแก่นิสิตต่างประเทศ ในขณะเดียวกัน ได้ให้บริการแก่หน่วยงานภายนอกทั่วไปที่ประสงค์พัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษและภาษาอาเซียน โดยให้สถาบันภาษาไปดำเนินการจัดการเรียนการสอนให้แก่บุคลากรของหน่วยงานต่างๆ

  ๕. การจัดตั้งศูนย์อาเซียนศึกษา

  การพัฒนามหาวิทยาลัยสู่การเป็นศูนย์กลาง (HUB) ของการศึกษาพระพุทธศาสนาในประชาคมอาเซียนนั้น ถือเป็นยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย ด้วยเหตุนี้ ในวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๖ มหาวิทยาลัยจึงได้จัดตั้งศูนย์อาเซียนศึกษา ให้มีสถานะเทียบเท่ากับคณะ (ศูนย์อาเซียนศึกษา วิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ และวิทยาลัยพระธรรมทูต) เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนโดยให้ศูนย์อาเซียนศึกษา มีภารกิจเกี่ยวกับการบริหารงาน การวางแผนงาน การพัฒนาเครือข่าย การศึกษาวิจัย การจัดระบบสารสนเทศ และการให้บริการวิชาการองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการบริการงานอาเซียน คอยประสานความร่วมมือกับส่วนงานของมหาวิทยาลัยและหน่วยงานอื่น ๆ ในประชาคมอาเซียน แบ่งการบริหารงานออกเป็น ๒ ส่วน คือ ส่วนงานบริหาร และ ส่วนวิจัย สารสนเทศและบริการวิชาการ

  ๖. การจัดตั้งวิทยาลัยพระธรรมทูต

  วิทยาลัยพระธรรมทูตมีพัฒนาการมาจากโครงการฝึกอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) กรรมการมหาเถรสมาคม ได้เป็นกรรมการอำนวยการฝึกอบรม โดยมีวัตถุประสงค์ใกล้เคียงกันในการดำเนินงานคือ (๑) เพื่อฝึกอบรมพระธรรมทูตให้มีความรู้ความสามารถ จริยาวัตรอันงดงาม และความมั่นใจในการปฏิบัติศาสนกิจในต่างประเทศยิ่งขึ้น (๒) เพื่อเตรียมพระธรรมทูต ผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมส่งไปต่างประเทศ (๓) เพื่อสนองงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศของคณะสงฆ์ไทย

  ด้วยเหตุนี้ ในวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๖ จึงได้จัดตั้งวิทยาลัยพระธรรมทูตขึ้นมาอย่างเป็นทางการ โดยมีภารกิจเกี่ยวกับงานการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาพระธรรมทูต จัดการฝึกอบรมพระธรรมทูต วิจัยพัฒนารูปแบบและวิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งนี้ ได้กำหนดให้มี ๒ ส่วนงานทำหน้าที่ในการบริหารและพัฒนาวิทยาลัย กล่าวคือ (๑) สำนักงานวิทยาลัย มีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบเกี่ยวกับงานบริหาร และงานสารสนเทศของวิทยาลัย และ (๒) สำนักงานวิชาการ มีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ เกี่ยวกับงานวางแผนและพัฒนาหลักสูตร งานวิจัยและพัฒนา

   ๔. การประชุมในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง มหาวิทยาลัยเป็นสถาบันทางการศึกษาที่เป็นศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนาของชาวพุทธทั่วโลก ดังจะเห็นได้จากการที่ผู้นำทางการเมือง ผู้นำทางศาสนาต่างๆ นักวิชาการพระพุทธศาสนาและกลุ่มคนทั่วไปได้เดินทางมาร่วมกิจกรรมนานาชาติที่มหาวิทยาลัยได้จัดขึ้นตามลำดับดังต่อไปนี้

   ก. การประชุมเพื่อเสริมสร้างสันติภาพโลก

   (๑) การจัดประชุมสุดยอดผู้นำชาวพุทธเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งโลก ครั้งที่ ๒ ในระหว่างวันที่ ๙ – ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้ร่วมมือกับคณะสงฆ์นิกายเนนบุตซูชุ ประเทศญี่ปุ่น จัดประชุมสุดยอดผู้นำชาวพุทธเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา แห่งโลก ครั้งที่ ๒ ณ หอประชุมพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม การประชุมครั้งนี้เน้นการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างชาวพุทธทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการเผยแผ่ศาสนา และเพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติในวโรกาส มหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชมมายุครบ ๗๒ พรรษา

Hispic08.png
 

   (๒) การประชุมสภาผู้นำศาสนาแห่งโลก ระหว่าง วันที่ ๑๒ – ๑๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๔ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้ร่วมมือกับองค์การสหประชาชาติ จัดประชาสภาผู้นำศาสนาโลก ณ หอประชุมพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม และที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ

   การประชุมครั้งนี้ มุ่งสงเสริมเรื่องความร่วมมือทางศาสนาในการแก้ปัญหาความรุนแรงและสร้าง สันติภาพให้เกิดขึ้นในโลก

Hispic09.png
 

   (๓) การประชุมสุดยอดผู้นำเยาวชนโลกเพื่อสันติภาพ ระหว่างวันที่ ๒๔ – ๒๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้ร่วมมือกับองค์การสหประชาชาติ จัดประชุมสุดยอดผู้นำเยาวชนโลกเพื่อสันติภาพ ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติกรุงเทพฯ การประชุมครั้งนี้เน้นการสนับสนุนให้เยาวชนได้แลกเปลี่ยนความคิดความเห็น เรื่องสันติภาพและเพื่อสร้างเครือข่ายเยาวชน ให้ทำกิจกรรมส่งเสริมสันติภาพและการพัฒนาที่ยั่งยืน

Hispic10.png
 

   (๔) การประชุมเถรวาทและมหายาน

   ระหว่าง วันที่ ๑๖ – ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้จัดประชุมนานาชาติว่าด้วยพระพุทธศาสนาเถรวาทและมหายาน ณ หอประชุมพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม และศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ การประชุมครั้งนี้เน้นการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรทางพระ พุทธศาสนา ในระดับท้องถิ่นและระดับนานาชาติ แสวงหาหนทางทำให้การศึกษาพระพุทธศาสนาเป็นที่สนใจของเยาวชนคนรุ่นใหม่

   (๕) การสัมมนาร่วมเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและศาสนาอิสลามในประเด็นความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ศาสนาระหว่างอีหร่านกับไทย ในวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ทั้งนี้ มีนักวิชาการทั้งสองศาสนาเข้าร่วมกว่า ๙๕๐ รูป/คน

   (๖) การประชุมการประชุมผู้นำศาสนาเพื่อสันติภาพในประชาคมอาเซียน ครั้งที่ ๑ เรื่อง ขันติธรรมทางศาสนา ระหว่างวันที่ ๒๔-๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๗ โดยมีผู้นำศาสนา ๕ ศาสนาจาก ๑๐ ประเทศในประชาคมอาเซียน ๘๐ คน รวมถึงคนไทยร่วมงานประมาณ ๕๐๐ คน ซึ่งจัดโดยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ภายใต้การดำเนินการของโครงการปริญญาโทหลักสูตรสันติศึกษา มจร. โดยเริ่มอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๗ ที่ มจร.วังน้อย โดยมีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธาน

Hispic11.png
 

   การประชุมครั้งนี้ผู้นำทั้ง ๕ ศาสนาเห็นชอบในปฏิญญาที่ตกลงร่วมกัน ดังนี้ คือ ๑.ส่งเสริมขันติทางศาสนาตามประกาศของยูเนสโก ปี ค.ศ.๑๙๙๕ ๒.จะดำเนินการเสวนาต่อไปและเสริมสร้างเครือข่ายของผู้นำศาสนา ส่งเสริมกันและกัน ๓.เพื่อให้ประชาคมอาเซียนมีความรู้ในศาสนาของตนเองและศาสนา อื่นๆ ๔.เพื่อดำเนินแบบต่อเนื่องไม่เหน็ดเหนื่อยเพื่อสันติภาพ เข้าใจถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ๕.จะกระทำให้เกิดความคุ้นเคยระหว่างกันเพื่อความเป็นเอกภาพของผู้นำศาสนา และ ๖.เพื่อส่งเสริมการอยู่ร่วมกันด้วยความสามัคคี ไม่ให้ศาสนาตกเป็นเครื่องมือของนักการเมืองและสื่อมวลชน

   ข. การประชุมเพื่อเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาโลก

   (๑) การประชุมวิสาขบูชาโลก ครั้งที่ ๑

   เมื่อ วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๔๗ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ร่วมกับมหาเถรสมาคม และรัฐบาลไทย เป็นเจ้าภาพจัดประชุมผู้นำชาวพุทธโลกว่าด้วยวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ณ หอประชุมพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม และศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ

   การประชุมครั้งนี้เน้นส่งเสริมการศึกษา การปฏิบัติ การเผยแผ่ และปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา รวมทั้งร่วมกันจัดการเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาทั้งที่ศูนย์ประชุมใหญ่และศูนย์ ประจำภูมิภาค

Hispic12.png
 

   (๒) การประชุมวิสาขบูชาโลกครั้งที่ ๒

   ระหว่าง วันที่ ๑๘ – ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้จัดประชุมชาวพุทธนานาชาติว่าด้วยวันวิสาขบูชา ณ หอประชุมพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม และศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ

   การปะชุมครั้งนี้ เน้นส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน ให้พุทธมณฑลเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาแห่งโลก เป็นศูนย์ประสานงานระหว่างองค์กรทางพระพุทธศาสนาและส่งเสริมแลกเปลี่ยนแหล่ง ข้อมูลทางพระพุทธศาสนา

Hispic13.png
 

   (๓) การประชุมวิสาขบูชาโลกครั้งที่ ๓

   ระหว่าง วันที่ ๗ – ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้จัดประชุมชาวพุทธนานาชาติว่าด้วยวันวิสาขบูชา ณ หอประชุมพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม และศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ การประชุมครั้งนี้เน้นเรื่องสันติภาพโลก ความร่วมมือระหว่างพระพุทธศาสนานิกายต่างๆ การพัฒนาแบบยั่งยืน และเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

Hispic14.png
 

   (๔) การประชุมวิสาขบูชาโลกครั้งที่ ๔

   ระหว่าง วันที่ ๒๖ – ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้ร่วมมือกับมหาเถรสมาคม และรัฐบาลไทย จัดประชุมชาวพุทธนานาชาติว่าด้วยวันวิสาขบูชา วันสำคัญของสหประชาชาติ ณ หอประชุมพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม และศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ

   การประชุมปีนี้มีผู้นำชาวพุทธ นักวิชาการ และผู้แทนจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก เดินทางมาร่วมประชุมประมาณ ๒,๐๐๐ คน การประชุมปีนี้ เน้นเรื่องพระพุทธศาสนากับธรรมาภิบาล และเฉลิมฉลองเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เจริญพระชนมพรรษาครบ ๘๐ พรรษา

Hispic15.png
 

   (๕) การประชุมวิสาขบูชาโลก ครั้งที่ ๕

   ระหว่าง วันที่ ๑๘ – ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้ร่วมมือกับมหาเถรสมาคม และรัฐบาลไทย จัดพิธีฉลองวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ณ หอประชุมพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม และศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ การประชุมนี้มีผู้นำชาวพุทธ นักวิชาการ และผู้แทนจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก เดินทางมาร่วมประชุมจำนวน ๑,๕๐๐ คน

   (๖) การประชุมวิสาขบูชาโลก ครั้งที่ ๖

   การจัดประชุมชาวพุทธนานาชาติ เนื่องในวันวิสาขบูชาโลก เรื่อง “พระพุทธศาสนากับการแก้วิกฤติการณ์ของโลก” วันที่ ๔- ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ ณ หอประชุมพุทธมณฑล อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ต.ลำไทร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา และศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร

Hispic17.png
 

   (๗) การประชุมวิสาขบูชาโลก ครั้งที่ ๗

   การจัดประชุมชาวพุทธนานาชาติ เนื่องในวันวิสาขบูชาโลกเรื่อง “การฟื้นตัวจากวิกฤติการณ์ของโลก ตามทัศนะชาวพุทธ ”Global Recovery: The Buddhist Perspective เนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ประจำปี ๒๕๕๓ วันที่ ๒๓ – ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ต.ลำไทร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา และศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร

Hispic18.png
 

   (๘) การประชุมวันวิสาขบูชาโลก ครั้งที่ ๘

   การจัดประชุมชาวพุทธนานาชาติ เนื่องในวันวิสาขบูชาโลก เรื่อง “พุทธธรรมกับการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ” วันที่ ๑๒-๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ ณ หอประชุมพุทธมณฑล อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ต.ลำไทร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา และศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร การประชุมปีนี้มีอธิการบดี มหาวิทยาลัยต่างๆ ผู้นำชาวพุทธ นักวิชาการ และผู้แทนจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก เดินทางมาร่วมประชุมประมาณ ๕,๐๐๐ คน

   (๙) การประชุมวันวิสาขบูชาโลก ครั้งที่ ๙

   การจัดกิจกรรมวิสาขบูชานานาชาติครั้งที่ ๙ เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี : ๒๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า”เรื่อง“พระปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าเพื่อ ประโยชน์สุขของมวลมนุษยชาติ” วันที่ ๓๑ พฤษภาคม – ๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕ ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ต.ลำไทร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร และพุทธมณฑล อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม การประชุมปีนี้มีอธิการบดี มหาวิทยาลัยต่างๆ ผู้นำชาวพุทธ นักวิชาการ และผู้แทนจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก เดินทางมาร่วมประชุมประมาณ ๕,๐๐๐ คน

Hispic19.png
 

   (๑๐) การประชุมวิสาขบูชาโลก ครั้งที่ ๑๐

   การจัดกิจกรรมวิสาขบูชานานาชาติครั้งที่ ๑๐ เรื่อง “การศึกษากับการเป็นพลเมืองของโลก: มุมมองของพระพุทธศาสนา” ระหว่างวันที่ ๒๑-๒๒ พฤษภาคม ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ต.ลำไทร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร และพุทธมณฑล อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ในการประชุมปีนี้มีอธิการบดี มหาวิทยาลัยต่างๆ ผู้นำชาวพุทธ นักวิชาการ และผู้แทนจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก เดินทางมาร่วมประชุมประมาณ ๕,๐๐๐ คน

Hispic20.png
 

   (๑๑) การประชุมวันวิสาขบูชาโลก ครั้งที่ ๑๑

   การจัดกิจกรรมวิสาขบูชานานาชาติครั้งที่ ๑๑ ในวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ต.ลำไทร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ในการประชุมปีนี้มีอธิการบดี มหาวิทยาลัยต่างๆ ผู้นำชาวพุทธ นักวิชาการ และผู้แทนจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก เดินทางมาร่วมประชุมประมาณ ๑,๕๐๐ คน

Hispic22.png
 

   (๑๒) การจัดประชุมวันวิสาขบูชาโลก ครั้งที่ ๑๒

การจัดกิจกรรมวิสาขบูชานานาชาติครั้งที่ ๑๒ เรื่อง “พระพุทธศาสนากับวิกฤติการณ์ของโลก” ระหว่างวันที่ ๒๘-๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๘ ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ต.ลำไทร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร และพุทธมณฑล อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ในการประชุมปีนี้มีอธิการบดี มหาวิทยาลัยต่างๆ ผู้นำชาวพุทธ นักวิชาการ และผู้แทนจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก เดินทางมาร่วมประชุมประมาณ ๕,๐๐๐ คน

Hispic23.png
 

ยุคพัฒนาความรุ่งเรืองของการเป็นศูนย์กลางของมหาวิทยาลัย[แก้]

 หลังจากที่มหาวิทยาลัยได้รับการพัฒนาให้เจริญเติบโตทั้งเชิงกายภาย และคุณภาพมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๔๓๐ จนถึง พ.ศ. ๒๕๕๓ นั้น ในปี พ.ศ. ๒๕๕๓ สิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความรุ่งเรืองของมหาวิทยาลัยสามารถประเมินได้จากผลลัพธ์เชิงประจักษ์ของการบริหารงานในหลายด้าน ทั้งในเชิงปริมาณ และคุณภาพ

  (๑)จำนวนงบประมาณที่เพิ่มสูงขึ้น

   เมื่อวิเคราะห์จากเอกสารของมหาวิทยาลัยที่สามารถสืบค้นได้พบว่า ในปี ๒๕๒๑ ซึ่งเป็นปีที่มหาวิทยาลัยได้เริ่มขยายการจัดการศึกษาไปสู่ภูมิภาค โดยได้ตั้งวิทยาเขตหนองคายเป็นแห่งแรกนั้น มหาวิทยาลัยได้รับการจัดสรรงบประมาณผ่านกรมการศาสนาเป็นจำนวนเงิน ๑,๗๙๘,๐๐๐ บาท หลังจากได้มีการตราพระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จการศึกษาวิชาการพระพุทธศาสนานั้น มหาวิทยาลัยได้รับงบประมาณสนับสนุนผ่านกรมการศึกษาสูงขึ้น จำนวน ๒,๗๙๘,๐๐๐ บาท หลังจากได้มีการตราพระราชบัญญัติกำาหนดวิทยฐานะผู้สำาเร็จการศึกษาวิชาการพระพุทธศาสนานั้น มหาวิทยาลัยได้รับงบประมาณสนับสนุนผ่านกรมการศึกษาสูงขึ้น จำานวน ๒,๘๑๗,๙๔๓ บาท ในขณะที่ปี ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นปีสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยได้รับงบสนับสนุนผ่านกรมการศาสนา มหาวิทยาลัยได้รับงบประมาณ จำานวน ๗๖,๓๔๖,๘๐๐ บาท หลังจากมหาวิทยาลัยมีพระราชบัญญัติแล้ว ได้รับการจัดสรรงบประมาณในจำานวนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ มหาวิทยาลัยได้รับการจัดสรรงบประมาณที่เพิ่มสูงขึ้น จำานวน ๑,๗๑๕,๔๒๙,๑๐๐บาท เมื่อเทียบงบประมาณจากปี ๒๕๒๑ กับปีงบประมาณ ๒๕๕๘ จะพบว่า งบประมาณได้เพิ่มสูงขึ้น ๙๕๔ เท่าของงบประมาณ ปี ๒๕๒๑

   (๒) จำนวนส่วนงานที่เพิ่มขึ้น

   สำาหรับส่วนงานสนับสนุนการศึกษานั้น เมื่อวิเคราะห์จากข้อมูลตั้งแต่ ปี ๒๕๒๑ พบว่ามีจำานวน ๑๑ แห่ง ประกอบด้วยสำานักงานอธิการบดี สำานักส่งเสริมพระพุทธศาสนาและบริการสังคม โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ส่วนธรรมนิเทศ มหาจุฬาอาศรม ศูนย์พัฒนาศาสนามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ศูนย์พุทธวิปัสสนานานาชาติ โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ นอกจากนี้ มีมัธยมศึกษา ๓ แห่ง คือโรงเรียนบาลีเตริยมอุดมศึกษา โรงเรียนบาลีอบรมศึกษา และโรงเรียนบาลีสาธิตศึกษา

   ในขณะที่หลังมีพระราชบัญญัตินั้น ตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๔๑-๒๕๕๘ ได้มีส่วนงานขยายเพิ่มเติมเป็นจำานวนมาก โดยเพิ่มจากเดิมเป็น ๑๔ แห่ง สำนักหอสมุดและเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันภาษา สำานักทะเบียนและวัดผล สถาบันวิปัสสนาธุระ ศูนย์อาเซียนศึกษา กองกิจการวิทยาเขต กองคลังและทรัพย์สิน กองนิติการ กองวิเทศสัมพันธ์ กองสื่อสารองค์กร สำานักงานประกันคุณภาพ สำานักงานตรวจสอบภายใน สำานักงานพระสอนศีลธรรม และสำานักงานสภามหาวิทยาลัย

   สำาหรับส่วนงานที่จัดการศึกษานั้น หลักฐานที่ค้นพบตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๒๑-๒๕๔๐พบว่า มีวิทยาเขตจำนวน ๑๐ แห่ง และวิทยาลัยสงฆ์ จำานวน ๔ แห่ง ในขณะที่มีพระราชบัญญัติแล้วพบว่า มีวิทยาลัยสงฆ์จำานวน ๘ แห่ง ห้องเรียนจำานวน ๕ แห่ง หน่วยวิทยบริการ จำานวน ๑๗ แห่ง และ สถาบันสมทบจำานวน ๖ สถาบันสมทบ

   (๓) จำนวนผู้จบการศึกษาเพิ่มมากขึ้น

   พุทธศาสตรบัณฑิต ๒๔๙๙-๒๕๔๐ มีจำนวน ๕,๐๔๒ รูป/คน ในขณะที่ พ.ศ. ๒๕๔๑-๒๕๕๘ มีผู้จบการศึกษา จำนวน ๓๔,๖๓๘ รูป/คน จะเห็นว่า เมื่อเทียบจำานวนของผู้จบการศึกษาก่อนและหลังการมีพระราชบัญญัติของมหาวิทยาลัย ผู้จบการศึกษาจะมีจำานวน ๗ เท่าก่อนมีพระราชบัญญัติ ในขณะที่ผู้จบการศึกษาในระดับพุทธศาสตรมหาบัณฑิต ปี พ.ศ. ๒๔๙๙-๒๕๔๐ มีจำนวน ๔๙ รูป/คน ส่วน ตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๔๑-๒๕๕๘ มีจำนวน ๒๙๑๐ รูป/คน ในระดับพุทธศาสตรดุษฏีบัณฑิต ตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๔๙๙-๒๕๔๐ ยังไม่มีการเปิดการศึกษาจึงยังไม่มีจำนวนของผู้จบการศึกษา หลังจากที่มีการเปิดการศึกษาตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๔๑-๒๕๕๘ มีผู้จบการศึกษาจำนวน ๒๑๖ รูป/คน

   (๔) จำนวนหลักสูตรเพิ่มมากขึ้น

   เมื่อวิเคราะห์จำานวนของหลักสูตรคระยะก่อนมีพระราชบัญญัติ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๐ –๒๕๔๐ มีหลักสูตรระดับปริญญาตรี จำนวน ๑๓ หลักสูตร ประกอบด้วย คณะพุทธศาสตร์ มี ๕ หลักสูตร คือ ปรัชญา ศาสนา พระพุทธศาสนา บาฬีพุทธศาสตร์ บาลี-สันสกฤต คณะครุศาสตร์ มี ๒ หลักสูตร คือ การสอนสังคมศึกษา การบริหารการศึกษา คณะมนุษยศาสตร์ มี ๓ หลักสูตร คือภาษาอังกฤษ จิตวิทยา ภาษาไทย และคณะสังคมศาสตร์ มี ๓ หลักสูตร คือ รัฐศาสตร์ สังคมวิทยา เศรษฐศาสตร์ ในขณะที่บัณฑิตวิทยาลัยได้จัดการศึกษาในระดับ ปริญญาโท ๔ หลักสูตรคือ พระพุทธศาสนา ปรัชญา ธรรมนิเทศ และภาษาบาลี ส่วนปริญญาเอกยังไม่มีหลักสูตรปริญญาเอก – หลักสูตร

   ในขณะที่หลังยุคที่มีการตราพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๑-๒๕๕๘ระดับปริญญาตรี ปัจจุบันเปิดสอนใน ๔ คณะ มีหลักสูตร รวมทั้งสิ้น ๒๖ สาขาวิชา คือ คณะพุทธศาสตร์ สาขาวิชา คณะครุศาสตร์ ๔ สาขาวิชา คณะมนุษยศาสตร์ ๔ สาขาวิชา และคณะสังคมศาสตร์ ๗ สาวิชา โดยหลักสูตรทั้งหมดนี้ ยังได้เปิดสอนที่วิทยาเขต วิทยาลัย โครงการขยายห้องเรียน หน่วยวิทยบริการ และสถาบันสมทบของมหาวิทยาลัย

   (ก) หลักสูตรคณะพุทธศาสตร์ ประกอบด้วย ๑๑ สาขาวิชา คือ (๑) สาขาวิชาพระพุทธศาสนา (๒) สาขาวิชาศาสนา (๓) สาขาวิชาปรัชญา (๔) สาขาวิชาบาลีพุทธศาสตร์ (๕) สาขาวิชาภาษาบาลี (๖) สาขาวิชาบาลีสันสกฤต (๗) สาขาวิชาพุทธศิลปกรรม (๘) สาขาวิชามหายานศึกษา (๙) สาขาวิชาพระพุทธศาสนามหายาน (๑๐) สาขาวิชาพระพุทธศาสนาจีน(๑๑) สาขาวิชาภาวะผู้นำาทางพระพุทธศาสนา

   (ข) หลักสูตรคณะครุศาสตร์ ประกอบด้วย ๑๑ สาขาวิชา คือ (๑) สาขาวิชาสังคมศึกษา (๒) สาขาวิชาการสอนภาษาไทย (๓) สาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษ (๔) สาขาวิชาการสอนพระพุทธศาสนาและจิตวิทยาแนะแนว

   (ค) หลักสูตรคณะมนุษยศาสตร์ ประกอบด้วย ๔ สาขาวิชา คือ (๑) สาขาวิชาภาษาไทย(๒) สาขาวิชาภาษาอังกฤษ (๓) สาขาวิชาจิตวิทยา (๔) สาขาวิชาพุทธจิตวิทยา

   (ง) หลักสูตรคณะสังคมศาสตร์ ประกอบด้วย ๗ สาขาวิชา คือ (๑) สาขาวิชารัฐศาสตร์ (๒) สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ (๓) สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ (๔) สาขาวิชาสังคมวิทยา(๕) สาขาวิชาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ (๖) สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ (๗) สาขาวิชานิติศาสตร์

  ในระดับปริญญาโท มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเปิดสอน ตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๓๑ เป็นต้นมา และเปิดสอนหลักสูตรนานาชาติ พุทธศักราช ๒๕๔๓ ปัจจุบัน มีหลักสูตรระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต จำนวน ๒ หลักสูตร และหลักสูตรระดับปริญญาโท จำนวน ๒๒ สาขาวิชา กล่าวคือ

   (ก) หลักสูตรระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต จำานวน ๒ หลักสูตร ประกอบด้วย (๑) พระไตรปิฎกศึกษา และ (๒) วิชาชีพครู

   (ข) หลักสูตรระดับปริญญาโท ประกอบด้วย ๒๒ สาขา วิชา คือ (๑) สาขาวิชาพระพุทธศาสนา (๒) สาขาวิชาปรัชญา (๓) สาขาวิชาธรรมนิเทศ (๔) สาขาวิชาวิปัสสนาภาวนา(๕) สาขาวิชาสันติศึกษา (๖) สาขาวิชาพระไตรปิฎกศึกษา (๗) สาขาวิชาศาสนาเปรียบเทียบ (๘) สาขาวิชามหายานศึกษา(๙) สาขาวิชาการบริหารการศึกษา (๑๐) สาขาวิชาการสอนสังคมศึกษา(๑๑)สาขาวิชาจิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนว (๑๒) สาขาวิชาชีวิตและความตาย (๑๓) สาขาวิชาพุทธจิตวิทยา(๑๔) สาขาวิชาพุทธศาสตร์และศิลปะแห่งชีวิต (๑๕) สาขาวิชาภาษาศาสตร์ (๑๖) สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ (๑๗) สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ (๑๘) สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์การพัฒนาเชิงพุทธ (๑๙) สาขาวิชาการพัฒนาสังคม (๒๐) สาขาวิชาภาษาอังกฤษ(หลักสูตรนานาชาติ) (๒๑) สาขาวิชาพระพุทธศาสนา (หลักสูตรนานาชาติ) และ (๒๒) สาขาวิชาอาเซียนศึกษา (หลักสูตรนานาชาติ)

Ibsc.png
 

   (ค) ระดับปริญญาเอก มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้เปิดสอน ตั้งแต่ พุทธศักราช ๒๕๔๓ เป็นต้นมา ปัจจุบัน มีหลักสูตรระดับปริญญาเอก จำนวน ๑๑ สาขาวิชา ประกอบด้วย (๑) สาขาวิชาพระพุทธศาสนา (๒) สาขาวิชาพระพุทธศาสนา (หลักสูตรนานาชาติ) (๓) สาขาวิชาปรัชญา (๔) สาขาวิชาบาลีพุทธศาสตร์ (๕) สาขาวิชาพุทธบริหารการศึกษา (๖)สาขาวิชาพุทธจิตวิทยา (๗) สาขาวิชาภาษาศาสตร์ (๘) สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ (๙) สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ (๑๐) สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ (หลักสูตรนานาชาติ) และ(๑๑) สาขาวิชาการพัฒนาสังคม

   (๕) การใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการบริหาร การเรียนการสอน และการเผยแผ่ (MIS)เทคโนโลยีการศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมศักยภาพให้การเรียนการสอนการศึกษามีความหมายมากขึ้น ผู้เรียนเรียนได้กว้างขวางมากขึ้น เรียนได้เร็วขึ้น เข้าใจได้อย่างสมบูรณ์ สามารถสนองเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคลได้ ผู้เรียนมีอิสระในการเรียนรู้มีความรับผิดชอบ ทำาให้การจัดการศึกษาพระพุทธศาสนาสามารถบูรณาการกับศาสตร์ สมัยใหม่ได้อย่างสมสมัย อีกทังจะช่วยให้การศึกษามีพลังมากขึ้น

   ด้วยการตระหนักรู้ในคุณค่าและความสำคัญของเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในลักษณะดังกล่าว จึงทำาให้มหาวิทยาลัยได้ตัดสินใจ พัฒนา MCUTV มาเป็นเครื่องมือช่วยพัฒนาการจัดการเรียนการสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเปิดพื้นที่ให้นิสิตในส่วนภูมิภาคได้เรียนรู้จากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในส่วนกลางอีกทั้งสามารถเข้าใจถึงวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยที่มุ่งให้นำหลักพระพุทธศาสนาไปบูรณาการกับศาสตร์ใหม่ๆ นอกจากนั้น มหาวิทยาลัยได้พัฒนาอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อให้ส่วนงานจัดการศึกษา และส่วนงานสนับสนุนการศึกษาสามารถพัฒนาอีบุ๊ค (E-Book) เพื่อเป็นสื่อในการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

   การนำพัฒนาเทคโนโลยีมิได้มีนัยที่จำากัดตัวเฉพาะในส่วนของการจัดการศึกษาเท่านั้นมหาวิทยาลัยได้นำเอา UNI-Net มาพัฒนาการให้การบริการของห้องสมุด และเป็นเครื่องมือในการบริหารสารสนเทศ โดยการนำาระบบสารสนเทศมาใช้ประกอบการตัดสินใจเพื่อการบริหาร จัดการส่วนงานต่างๆ เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์และความต้องการของนิสิตมากยิ่งขึ้น

   (๖) พัฒนาคัมภีร์ งานวิจัย ตำรา และหนังสือทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง มหาวิทยาลัยได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพัฒนาพระไตรปิฎก ภาษาไทย และภาษาบาลี ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย รวมไปถึง พระไตรปิฎก ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยบน ซีดี – รอม ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๓ จนแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งพระไตรปิฎก ภาษาไทย ฉบับนี้มีอิทธิพลสำคัญต่อการพัฒนางานวิจัย งานตำรา และหนังสือของมหาวิทยาลัยจำนวนมาก ในขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยได้สนับสนุนการการพัฒนาหนังสือพระไตรปิฎกฉบับสากล(Common Buddhist Text) ซึ่งมีเนื้อหาจาก ๓ นิกายใหญ่ คือ มหายาน วัชรยานและเถรวาท โดยมีนักวิชาการทั้ง ๓ ยานมาร่วมกันพัฒนาและปรับปรุงเนื้อหาภายใต้กรอบ ของพระรัตนตรัย คือ เนื้อหาเกี่ยวกับประวัติของพระพุทธเจ้า เนื้อหาเกี่ยวกับพระธรรม และเนื้อหาเกี่ยวกับบทบาทและความสำาคัญของพระสงฆ์ นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยได้สนับสนุนให้มีโครงการพัฒนาสหบรรณานุกรมพระไตรปิฎก (The Union Catalog of Buddhist Text) เพื่อให้นักวิชาการและผู้สนใจสามารถเข้าถึงเนื้อหาของคัมภีร์พระพุทธศาสนาของนิกายต่างๆได้อย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น

   กล่าวโดยสรุปแล้ว ความรุ่งเรืองของมหาวิทยาลัยสามารถประเมินการเติบโตและเพิ่มขึ้นขึ้นงบประมาณ หลักสูตร จำนวนนิสิต จำนวนผู้จบการศึกษา จำนวนของส่วนงานจัดการศึกษาและสนับสนุนการศึกษา จำนวนการผลิตผลงานทางวิชาการ ทั้งคัมภีร์ ตำรา หนังสือ และงานเขียนต่างๆ จำนวนมาก สำหรับตัวแปรสำาคัญที่นำไปสู่ความรุ่งเรืองนั้นเกิดจากการที่มหาวิทยาลัยมีพระราชบัญญัติเป็นกรอบในการบริหารจัดการในฐานะเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ การมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการบริหาร การมีทรัพยากรทั้งงบประมาณ และบุคลากรที่พร้อมพลัน การนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อการบริหารและการจัดการเรียนการสอนการสร้างเครือข่ายของชาวพุทธทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศจนทำให้เกิดการยอมรับและร่วมมือกันสร้างนวัตกรรมทางการศึกษา และจัดงานนานาชาติร่วมกัน ดังจะเห็นได้จากการจัดงานเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาโลก และการจัดสัมมนานานาชาติอย่างต่อเนื่อง

ดาวน์โหลด หนังสือประวัติและพัฒนาการมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย[แก้]

  • พระจุลมงกุฎ (พระเกี้ยว)
 
ตราประจำมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย แบบที่ 1 (ใช้เป็นสัญลักษณติดบนอกครุยวิทยฐานะ)

พระราชลัญจกรประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ตรงฐานของพระเกี้ยวมีอักษรย่อว่า ม จ ร และมีรูปธรรมจักรวางเป็นฉากเบื้องหลัง

  • เป็นรูปวงกลมครอบธรรมจักรส่วนกลางเป็นพระเกี้ยว
 
ตรางานสารบรรณมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (ใช้ในงานสารบรรณของมหาวิทยาลัย)

เป็นพระราชลัญจกรประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 รอบกรอบด้านบนมีอักษรภาษาบาลีว่า ปญฺญา โลกสฺมิ ปชฺโชโต รอบกรอบด้านล่างมีอักษรว่า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

 
หอประชุมใหญ่ มวก. 48 พรรษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในปัจจุบัน

การศึกษา[แก้]

คณะในมหาวิทยาลัย[แก้]

วิทยาเขต

วิทยาลัย

โครงการขยายห้องเรียน

หน่วยวิทยบริการ

สถาบันสมทบ 7 แห่ง

  • วิทยาลัยพระพุทธศาสนาดองกุก ชอนบอบ สาธารณรัฐเกาหลี
  • มหาปัญญาวิทยาลัย อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
  • มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาซินจู สาธารณรัฐไต้หวัน
  • ศูนย์การศึกษาพระอาจารย์พรัหม ประเทศสิงคโปร์
  • วิทยาลัยพระพุทธศาสนานานาชาติ ประเทศศรีลังกา
  • วิทยาลัยพระพุทธศาสนา ประเทศสิงคโปร์
  • วิทยาลัยพระพุทธศาสนาธรรมเกท ประเทศอิตาลี

ส่วนงานในมหาวิทยาลัย[แก้]

งานบริการวิชาการแก่สังคม[แก้]

การวิจัย[แก้]

การรับบุคคลเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย[แก้]

คุณสมบัติของผู้เข้าศึกษาระดับปริญญาตรี พุทธศาตรบัณฑิต[แก้]

คุณสมบัติของผู้สมัครเข้าศึกษาที่เป็นพระภิกษุ และสามเณร

  1. เป็นผู้สอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยคและต้องศึกษาวิชาสามัญเพิ่มเติมตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด หรือ
  2. เป็นผู้สอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค และสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น หรือ
  3. เป็นผู้สอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค และได้รับประกาศนียบัตรอื่นที่มหาวิทยาลัยกำหนด หรือ
  4. เป็นผู้สำเร็จการศึกษาประโยคมัธยมศึกษาตอนปลายของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา หรือ
  5. เป็นพระสังฆาธิการหรือครูสอนพระปริยัติธรรมที่สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรการบริหารกิจการคณะสงฆ์ (ป.บส.) หรือ
  6. เป็นพระสังฆาธิการหรือครูสอนพระปริยัติธรรมที่สอบได้นักธรรมชั้นเอกและสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า หรือ
  7. เป็นผู้สอบได้นักธรรมชั้นเอกและสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า และต้องศึกษาวิชาภาษาบาลี ไม่น้อยกว่า 12 หน่วยกิต ยกเว้นผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรสาขาวิชาบาลีที่มหาวิทยาลัยรับรอง หรือ
  8. เป็นผู้สำเร็จระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือผู้ได้รับประกาศนียบัตรอื่นที่มหาวิทยาลัยรับรอง และต้องศึกษาวิชาภาษาบาลี ไม่น้อยกว่า 24 หน่วยกิต ยกเว้นผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรสาขาวิชาบาลีที่มหาวิทยาลัยรับรอง หรือ
  9. เป็นผู้ที่มหาวิทยาลัยอนุมัติให้เข้าศึกษาเป็นกรณีพิเศษเพื่อขอรับปริญญาตามเกณฑ์ที่สภาวิชาการกำหนด
  10. ไม่เคยถูกคัดชื่อออกหรือถูกไล่ออกจากสถาบันการศึกษาใดๆ เพราะความผิดทางความประพฤติหรือวินัย

คุณสมบัติของผู้สมัครเข้าศึกษาที่เป็นคฤหัสถ์ หรือประชาชนทั่วไป

  1. เป็นผู้สอบได้เปรียญธรรมหรือบาลีศึกษา 3 ประโยค และต้องศึกษาวิชาสามัญเพิ่มเติมตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด หรือ
  2. เป็นผู้สอบได้เปรียญธรรมหรือบาลีศึกษา 3 ประโยค และสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น หรือ
  3. เป็นผู้สอบได้เปรียญธรรมหรือบาลีศึกษา 3 ประโยค และได้รับประกาศนียบัตรอื่นที่มหาวิทยาลัยอื่นรับรอง หรือ
  4. เป็นผู้สำเร็จการศึกษาประโยคมัธยมศึกษาตอนปลายของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา หรือ
  5. เป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือผู้ได้รับประกาศนียบัตรอื่นที่มหาวิทยาลัยรับรอง และต้องศึกษาวิชาภาษาบาลีไม่น้อยกว่า 12 หน่วยกิต ยกเว้นผู้สำเร็จหลักสูตรประกาศนียบัตรสาขาวิชาภาษาบาลีที่มหาวิทยาลัยรับรอง หรือ
  6. เป็นผู้ที่มหาวิทยาลัยอนุมัติให้เข้าศึกษาเป็นกรณีพิเศษเพื่อขอรับปริญญาตามเกณฑ์ที่สภาวิชาการกำหนด
  7. ไม่เคยถูกคัดชื่อออกหรือถูกไล่ออกจากสถาบันการศึกษาใดๆ เพราะความผิดทางความประพฤติหรือวินัย (ให้เป็นไปตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วยการศึกษาระดับปริญญาตรี พ.ศ. 2542 ข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วยการศึกษาระดับปริญญาตรี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 และข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วยการศึกษาระดับปริญญาตรี (ฉบับที่ 3) แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2551)

สาขาวิชาที่เปิดสอน[แก้]

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เปิดทำการเรียนการสอนทั้งในระดับประกาศนียบัตร, ปริญญาบัณฑิต, ประกาศนียบัตรบัณฑิต, ปริญญามหาบัณฑิต และปริญญาดุษฎีบัณฑิต กระจายไปตามสาขาวิชาต่าง ๆ ดังนี้[27]

 
อาคารเรียนรวม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ระดับปริญญาตรี[แก้]

หลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต แบ่งเป็น 4 คณะ ได้แก่

  • คณะพุทธศาสตร์ ประกอบด้วย (1) ภาควิชาพระพุทธศาสนา, (2) ภาควิชาศาสนาและปรัชญา และ (3) ภาควิชาบาลีและสันสกฤต
  • คณะครุศาสตร์ ประกอบด้วย (1) ภาควิชาจิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนว, (2) ภาควิชาบริหารการศึกษา และ (3) ภาควิชาหลักสูตรและการสอน
  • คณะมนุษยศาสตร์ ประกอบด้วย (1) ภาควิชาภาษาไทย, (2) ภาควิชาภาษาต่างประเทศ และ (3) ภาควิชาจิตวิทยา
  • คณะสังคมศาสตร์ ประกอบด้วย (1) ภาควิชารัฐศาสตร์ (วิชาเอกการปกครอง , วิชาเอกรัฐประศาสนศาสตร์ , วิชาเอกการปกครองระหว่างประเทศ , วิชาเอกการจัดการเชิงพุทธ), (2) ภาควิชาเศรษฐศาสตร์ (3) ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา (4) ภาควิชานิติศาสตร์

ระดับปริญญาโท[แก้]

หลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต มีทั้งหมด 19 สาขาวิชา ได้แก่

สาขาวิชาธรรมนิเทศ, สาขาวิชาภาษาศาสตร์, สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์, สาขาวิชาศาสนาเปรียบเทียบ, สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ, สาขาวิชาชีวิตและความตาย, สาขาวิชาปรัชญา, สาขาวิชาพุทธจิตวิทยา, สาขาวิชาพุทธศาสตร์ และศิลปะแห่งชีวิต, สาขาวิชาภาษาอังกฤษ (หลักสูตรนานาชาติ), สาขาวิชาการบริหารการศึกษา (คณะครุศาสตร์), สาขาวิชาวิปัสสนาภาวนา, สาขาวิชาการพัฒนาสังคม, สาขาวิชาพระพุทธศาสนา, สาขาวิชาสันติศึกษา, สาขาวิชาบาลีศึกษา, สาขาวิชามหายานศึกษา, สาขาวิชาสันสกฤต และสาขาวิชาหลักสูตรและการสอน (แขนงวิชาการสอนทั่วไป สำหรับผู้ที่มีใบประกอบวิชาชีพครู, สาขาการสอนสังคมศึกษา การสอนภาษาไทย การสอนภาษาอังกฤษ และการสอนพระพุทธศาสนา)

นอกจากนี้มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มีหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต (นานาชาติ) คือ Buddhist Studies, Philosophy และ Mahayana Buddhism

ระดับปริญญาเอก[แก้]

หลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต มีทั้งหมด สาขาวิชา ได้แก่ สาขาวิชาพุทธจิตวิทยา, สาขาวิชาบาลีพุทธศาสตร์, สาขาวิชาพุทธบริหารการศึกษา, สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ, สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์, สาขาวิชาปรัชญา, สาขาวิชาบาลี, สาขาวิชาพระพุทธศาสนา, สาขาวิชาธรรมนิเทศ, สาขาวิชาศาสนาเปรียบเทียบ, สาขาวิชาวิปัสสนาภาวนา, สาขาวิชามหายานศึกษา, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, สาขาวิชาชีวิตและความตาย, สาขาวิชาสันสกฤต, สาขาวิชาพุทธศาสตร์และศิลปะแห่งชีวิต, สาขาวิชาภาษาศาสตร์ และสาขาวิชาสันติศึกษา

พื้นที่มหาวิทยาลัย[แก้]

ส่วนกลาง[แก้]

ส่วนกลาง อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา[แก้]

นายแพทย์รัศมี คุณหญิงสมปอง วรรณิสสรได้ถวายที่ดินจำนวน 84 ไร่ 1 งาน 37 ตารางวา ที่ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แก่มหาวิทยาลัย รวมกับที่ดินที่มหาวิทยาลัยได้ดำเนินการจัดซื้อเพิ่มเติม ปัจจุบันมีเนื้อที่ทั้งหมด 323 ไร่ วันที่ 20 พฤษภาคม พุทธศักราช 2542 ต่อมา ในวันที่ 13 ธันวาคม พุทธศักราช 2542 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์โครงการก่อสร้างมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ณ ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยทรงวางศิลาฤกษ์อาคารสำนักงานอธิการบดี จากนั้นการบริหารมหาวิทยาลัย ได้ย้ายที่ทำการจากวัดมหาธาตุและวัดศรีสุดาราม กรุงเทพมหานคร มายังที่ทำการแห่งใหม่ ณ กิโลเมตรที่ 55 ถนนพหลโยธิน ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในที่ตั้งปัจจุบัน

  • สำนักงานอธิการบดี
  • สำนักงานห้องสมุด
  • พิพิธภัณฑ์พระไตรปิฏก
  • อาคารสำนักงานวิปัสสนา
  • อาคารเรียนรวม
  • อาคารหอประชุม มวก 48 พรรษา
  • อาคารหอฉัน
  • อาคารบรรณาคาร
  • ตึกอาคันตุกะ 92 ปัญญานันทะ
  • อุโบสถกลางน้ำ
  • วิทยาลัยนานาชาติ
  • หอพักนิสิตนานาชาติ
  • พอหักนิสิต

ส่วนภูมิภาค[แก้]

วิทยาเขต[แก้]

วิทยาลัยสงฆ์[แก้]

โครงการขยายห้องเรียน[แก้]

  • โครงการขยายห้องเรียนคณะพุทธศาสตร์ วัดไชยชุมพลชนะสงคราม จ.กาญจนบุรี

หน่วยวิทยบริการ[แก้]

  • หน่วยวิทยบริการสงขลา (วัดหงษ์ประดิษฐาราม)
  • หน่วยวิทยบริการชลบุรี (วัดใหญ่อินทาราม)
  • หน่วยวิทยบริการกำแพงเพชร (วัดพระบรมธาตุเจดียาราม พระอารามหลวง)
  • หน่วยวิทยาบริการตาก (วัดท่านา)
  • หน่วยวิทยบริการอุตรดิตถ์ (วัดหมอนไม้)
  • หน่วยวิทยบริการสระแก้ว (วัดสระแก้ว พระอารามหลวง)
  • หน่วยวิทยบริการกรุงเทพมหานคร (สาวิกาสิกขาลัย)
  • หน่วยวิทยบริการอุดรธานี (วัดมัชฌิมาวาส)
  • หน่วยวิทยบริการจันทบุรี (พุทธมณฑลจังหวัดจันทบุรี)

พิธีประสาทปริญญาบัตร[แก้]

 
สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธาน พิธีประสาทปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ผู้ที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จะได้รับพระเมตตาธิคุณให้เข้ารับประสาทปริญญาบัตรจากพระหัตถ์ของสมเด็จพระสังฆราช หรือโดยสมเด็จพระราชาคณะฝ่ายมหานิกาย ในปัจจุบันสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อัมพร อมฺพโร) ทรงมีพระเมตตาธิคุณเป็นองค์ประธานในพิธีประสาทปริญญาของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย แก่บัณฑิต มหาบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิต แห่งมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยนั้น จะจัดขึ้นที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นประจำทุกปี[28]

ทำเนียบเลขาธิการมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์[แก้]

ลำดับรูปรายนาม/สมณศักดิ์เริ่มวาระสิ้นสุดวาระวัด
1Somdej Kiew.jpgสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ)พ.ศ. 2506พ.ศ.วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

ทำเนียบอธิการบดี[แก้]

ลำดับรูปรายนาม/สมณศักดิ์เริ่มวาระสิ้นสุดวาระวัด
1สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น) 0001.jpgสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ชุตินฺธโร)พ.ศ. 2490พ.ศ. 2491วัดสามพระยา
2สมเด็จพระธีรญาณมุนี (ธีร์ ปุณฺณโก).jpgสมเด็จพระธีรญาณมุนี (ธีร์ ปุณฺณโก)[29]พ.ศ. 2491พ.ศ. 2496วัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหาร
3พระธรรมวรนายก (สมบูรณ์ จนฺทโก).jpgพระธรรมวรนายก (สมบูรณ์ จนฺทโก)[30]พ.ศ. 2496พ.ศ. 2529วัดอุดมธานี จังหวัดนครนายก
4Logoมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.pngพระราชรัตนโมลี (นคร เขมปาลี) , ดร.[31]พ.ศ. 2529พ.ศ. 2540วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์
5P6011227.jpgศาสตราจารย์ ดร. พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต)พ.ศ. 2540พ.ศ. 2561วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร
6พระราชปริยัติกวี (สมจินต์ สมฺมาปญฺโญ).jpgศาสตราจารย์ ดร. พระราชปริยัติกวี (สมจินต์ สมฺมาปญฺโญ),พ.ศ. 2561ปัจจุบันวัดปากน้ำ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ

ทำเนียบนายกสภา[แก้]

ลำดับรูปรายนาม/สมณศักดิ์เริ่มวาระสิ้นสุดวาระวัด
1พระพิมลธรรม (ช้อย ฐานทตฺโต).jpgพระพิมลธรรม (ช้อย ฐานทตฺโต) [32]พ.ศ. 2494พ.ศ. 2490วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์
2Aad Asabho.jpgพระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ)พ.ศ. 2490พ.ศ. 2503วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์
3Logoมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.pngพระธรรมปัญญาบดี (สวัสดิ์ กิตฺติสาโร)[33][34]พ.ศ. 2503พ.ศ. 2523วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์
2Aad Asabho.jpgสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)พ.ศ. 2523พ.ศ. 2532วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์
4Logoมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.pngพระสุเมธาธิบดี (บุญเลิศ ทตฺตสุทฺธิ)[35]พ.ศ. 2533พ.ศ. 2547วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์
5พระธรรมปัญญาบดี (พีร์ สุชาโต).jpgพระธรรมปัญญาบดี (พีร์ สุชาโต)พ.ศ. 2549ปัจจุบันวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์

ศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียง[แก้]

ผู้จัดการโรงเรียนพุทธโกศัยวิทยา รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตแพร่ เจ้าคณะจังหวัดแพร่ และเจ้าอาวาสวัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร

สู่มหาวิทยาลัย[แก้]

เลขที่ 79 หมู่ที่ 1 หลักกิโลเมตรที่ 55 ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รหัสไปรษณีย์ 13170

ลำดับเหตุการณ์ของมหาวิทยาลัย[แก้]

  • พ.ศ. 2432 วันที่ 8 พฤศจิกายน 2432 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯสถาปนาและพระราชทานนามสถาบัน มหาธาตุวิทยาลัย ขึ้นภายในวัดมหาธาตุฯ เพื่อให้เป็นสถานที่บอกพระปริยัติธรรม และเป็นที่เล่าเรียนพระปริยัติธรรมของพระสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ซึ่งจากเดิมเคยใช้พื้นที่บริเวณเก๋งจีนหน้าวัดพระศรีรัตนศาสนาดาราม
  • พ.ศ. 2435 วันที่ 18 กันยายน 2435 รัชกาลที่ 5 ทรงมีลายพระหัตถเลขาถึงพระยาภาสกรวงษ์ เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ปรารภถึงการที่ทรงจะเปลี่ยนชื่อ มหาธาตุราชวิทยาลัย เป็น มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
  • พ.ศ. 2439 วันที่ 13 กันยายน 2439 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามใหม่ว่า “มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” พร้อมสถาปนาอาคารสังฆิกเสนาสน์ราชวิทยาลัยให้เป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ โดยทรงตั้งพระทัยจะให้เป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูงของพระสงฆ์
  • พ.ศ. 2490 พระพิมลธรรม (ช้อย ฐานทตฺตเถร) ประชุมพระเถรานุเถระฝ่ายมหานิกาย 57 รูป เพื่อประกาศให้มีการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา และประกาศใช้ระเบียบมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พุทธศักราช 2490 พร้อมทั้งประกาศแต่งตั้งสมาชิกสภามหาวิทยาลัย คณะแรก [10 มกราคม 2490]
  • พ.ศ. 2490 วันที่ 30 มกราคม 2490 ประชุมสภามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยคร้งแรก เพื่อเลือกตั้งอธิการบดี เลขาธิการและคณบดี รวมทั้งตั้งกรรมาธิการแผนกต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย
  • พ.ศ. 2490 วันที่ 18 กรกฎาคม 2490 ประกอบพิธีเปิดเรียนในชั้นอบรมพื้นความรู้ใหม่แก่พระนิสิตรุ่นแรกของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
  • พ.ศ. 2490 เปิดบริการมหาจุฬาบรรณาคาร
  • พ.ศ. 2492 วันที่ 1 กรกฎาคม 2492 เปิดดำเนินการโรงเรียนแผนกบาลีมัธยมศึกษา ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนบาลีสาธิตศึกษา มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
  • พ.ศ. 2492 วันที่ 18 กรกฎาคม 2492 เปิดดำเนินการศึกษาแผนกบาลีเตรียมอุดมศึกษา มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อย่างเป็นรูปธรรม
  • พ.ศ. 2493 จัดตั้งคณะพุทธศาสตร์ แต่เปิดสอนครั้งแรกในปี พ.ศ. 2494
  • พ.ศ. 2497 มีผู้สำเร็จพุทธศาสตรบัณฑิต (พธ.บ.) รุ่นแรก 6 รูป
  • พ.ศ. 2498 สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงเป็นประธานในการวางศิลาฤกษ์อาคารเรียนมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 3 ชั้น เมื่อ 20 กันยายน 2498[39]
  • พ.ศ. 2499 เมื่อ 10 ธันวาคม 2499 จัดตั้งสำนักธรรมวิจัย เพื่อสนองงานเผยแผ่และกิจกรรมต่าง ๆ ของ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
  • พ.ศ. 2500 ประกาศใช้หลักสูตรระบบทวิภาคหรือชีเมสเตอร์และระบบหน่วยกิตเป็นแห่งแรกของประเทศไทย
  • พ.ศ. 2501 กำเนิดโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์แห่งแรกในประเทศไทย ที่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และขยายสาขาออกไปทั้งประเทศและต่างประเทศในช่วงต่อมา (13 กรกฎาคม 2501)
  • พ.ศ. 2503 คณะศรัทธานำโดยนายสำราญ กัลยาณรุจ นายปรีดา รามอินทรา และคณะ ได้มอบถวายที่ดินที่บ้านบางปลากด ต.บางปลากด อ.องครักษ์ จ.นครนายก จำนวน 156 ไร่ 2 งาน 60 ตารางวา ให้แก่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยในชั้นแรกโอนฝากไว้กับวัดมหาธาตุ (3 มิถุนายน 2503)
  • พ.ศ. 2504 เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2504 เปิดคณะครุศาสตร์ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นคณะที่ 2
  • พ.ศ. 2506 เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2506 เปิดประชุมครั้งแรกเพื่อดำเนินการสร้างพระไตรปิฎกบาลี มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยเจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัต วัดพระเชตุพน ฯ เป็นประธาน 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2506 เปิดแผนกอบรมครูศาสนศึกษาขึ้น เป็นหลักสูตรวิชาสามัญชั้น ป.กศ. และเพิ่มบาลีธรรมและยกฐานะขึ้นเป็น ป.กศ.สูง ต่อมาปี พ.ศ. 2512 ได้ยกฐานะเป็นวิทยาลัยครูศาสนศึกษา และได้ยุบไปรวมกับคณะครุศาสตร์ในปี พ.ศ. 2530
  • พ.ศ. 2506 เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2506 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 70,000 บาท สมเด็จพระบรมราชินีนาถ บริจาคทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 70,000 บาท สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงบริจาคจำนวน 70,000 บาท เพื่อสมทบทุนการจัดสร้างพระไตรปิฎกบาลี มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
  • พ.ศ. 2506 เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2506 เปิดการศึกษาคณะเอเซียอาคเนย์ ต่อมาปี 2507 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นคณะมานุษยสงเคราะห์ศาสตร์ จนกระทั่งปีการศึกษา 2529 ได้แยกออกเป็น 2 คณะ คือ คณะมนุษยศาสตร์ และคณะสังคมศาสตร์
  • พ.ศ. 2507 เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2507 จัดตั้งมูลนิธิมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ปรากฏเป็นหลักฐานดังประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 82 ตอนที่ 50 ในวันที่ 22 มิถุนายน 2508 หน้า 1695 [40]
  • พ.ศ. 2507 เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2507 นางบุญรอด ไพสิษฎิ์ บริจาคที่ดินจำนวน 7 ไร่ 2 งาน 32 ตารางวา ตรงบริเวณปากตรอกจรเข้ ต.บางนาเกร็ง จ.สมุทรปราการ แก่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
  • พ.ศ. 2511 ก่อตั้งอภิธรรมโชติกวิทยาลัย วัดมหาธาตุ ฯ (ย้ายมาจากวัดระฆังโฆสิตาราม)
  • พ.ศ. 2512 เมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2512 ยกฐานะแผนกอบรมครูศาสนศึกษา เป็นวิทยาลัยครูศาสนศึกษา (ป.กศ.สูง)
  • พ.ศ. 2512 เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2512 มหาเถรสมาคม มีประกาศคำสั่งเรื่องการศึกษาของมหาวิทยาลัยสงฆ์ให้มหาจุฬา ฯ เป็นการศึกษาของคณะสงฆ์
  • พ.ศ. 2513 เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2513 มีการจัดตั้งสมาคมศิษย์เก่ามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
  • พ.ศ. 2513 เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2513 ตั้งมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตหนองคาย มีพื้นฐานมาจาก “วิทยาลัยสงฆ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” [จัดตั้งมูลนิธิวิทยาลัยสงฆ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นนิติบุคคล ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 89 ตอนที่ 106 ง หน้า 1816 ประกาศเมื่อ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2515][41]
  • พ.ศ. 2514 เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2514 ตั้งวิทยาลัยสงฆ์ภาคทักษิณ แต่ต่อมาปี พ.ศ. 2528 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช [จัดตั้ง “มูลนิธิวิทยาลัยสงฆ์ภาคทักษิณ” เป็นนิติบุคคล ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 93 ตอนที่ 148 ง หน้า 3602 ประกาศเมื่อ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2519][42]
  • พ.ศ. 2517 เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2517 ตกลงซื้อที่ดินในามมูลนิธิ มจร. สร้างมหาจุฬาอาศรมที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
  • พ.ศ. 2518 เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2518 วางศิลาฤกษ์สร้างหอประชุมศูนย์พัฒนาศาสนา มหาจุฬามหาลงกรณราชวิทยาลัยแคมป์สน ส่วนเจดีย์อิสรภาพนั้นวางศิลาฤกษ์เมื่อ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2518
  • พ.ศ. 2522 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2522 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จมาเป็นองค์ประธานงานอนุสรณ์ครบรอบปีที่ 32 ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
  • พ.ศ. 2522 เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2522 จัดงานและก่อตั้งสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ เนื่องในโอกาสที่ มจร.ครบรอบ 90 ปี
  • พ.ศ. 2524 เมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2524 ตั้งสถาบันวิปัสสนาธุระ
  • พ.ศ. 2525 มีการจัดตั้งมูลนิธิเพื่อร้องรับการบริหารโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องให้อำนาจจัดตั้ง “มูลนิธิโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” เป็นนิติบุคคล ปรากฏตามราชกิจจานุเบกษา เล่ม 99 ตอนที่ 18 ประกาศเมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2525[43]
  • พ.ศ. 2526 แยกคณะมานุษยสงเคราะห์ศาสตร์ เป็นคณะมนุษย์ศาสตร์ และคณะสังคมศาสตร์
  • พ.ศ. 2526 ประกาศใช้หลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต ไม่น้อยกว่า 150 หน่วยกิต
  • พ.ศ. 2527 เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2527 ประกาศใช้พระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา พ.ศ. 2527
  • พ.ศ. 2527 เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2527 ตั้งมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่
  • พ.ศ. 2528 เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2528 ประกาศจัดตั้งโรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
  • พ.ศ. 2529 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2529 ตั้งมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น
  • พ.ศ. 2529 เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2529 ตั้งมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครราชสีมา
  • พ.ศ. 2530 ตั้งมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตอุบลราชธานี เดิมทีมีการเปิดวิทยาลัยครูศาสนศึกษา มจร. มาตั้งแต่ พ.ศ. 2527
  • พ.ศ. 2530 เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2530 ตั้งมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตแพร่
  • พ.ศ. 2531 เมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2531 ตั้งบัณฑิตวิทยาลัย (ปริญญาโท)
  • พ.ศ. 2531 เมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2531 ตั้งมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตสุรินทร์
  • พ.ศ. 2532 เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 จัดงานมหาจุฬา ฯ ในรอบ ศตวรรษ (100 ปี)
  • พ.ศ. 2534 เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2534 ตั้งมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา
  • พ.ศ. 2535 เมื่อวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2535 พระสุเมธาธิบดี นายกสภามหาวิทยาลัย นำคณะผู้บริหารและกรรมการชำระพระไตรปิฎก จำนวน 15 ท่าน เข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพพระรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อถวายพระไตรปิฎก จำนวน 9 ชุด และอรรถกถาฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จำนวน 9 ชุด
  • พ.ศ. 2535 เมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2535 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธานงานสัปดาห์สมโภชพระไตรปิฏก ฯ ภาษาบาลี ฉบับมหาจุฬา ฯ
  • พ.ศ. 2535 เมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2535 ยกฐานะสถาบันบาฬีพุทธโฆส เป็ฯมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นวิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส นครปฐม
  • พ.ศ. 2535-2536 เจ้าอาวาสวัดศรีสุดาราม (พระราชพิพัฒนน์โกศล) สร้างอาคารมหาจุฬา ฯ แห่งที่ 2 ที่วัดศรีสุดาราม กทม.
  • พ.ศ. 2537 เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2537 จัดแสดงมุทิตาสักการะพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) เนื่องในโอกาสที่องค์การ UNESCO ถวายรางวัล “การศึกษาเพื่อสันติภาพ”
  • พ.ศ. 2538 ช่วงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2538 มีการประกาศใช้หลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต พ.ศ. 2538
  • พ.ศ. 2539 เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2539 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฏราชกุมา เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคารเฉลิมพระเกียรติ ฯ ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ศูนย์วัดศรีสุดาราม
  • พ.ศ. 2540 เมื่อวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2540 คณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จำนวน 14 รูป ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฏราชกุมาร เพื่อถวายพระไตรปิฏกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จำนวน 3 เล่ม
  • พ.ศ. 2540 เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2540 วุฒิสภาได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย ที่แก้ไขโดยกรรมาธิการร่วม
  • พ.ศ. 2540 เมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2540 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธย พระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. 2540
  • พ.ศ. 2540 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2540 พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา เล่มที่ 114 ตอนที่ 51 ก
  • พ.ศ. 2540 เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฏราชกุมาร เสด็จเป็นองค์ประธานทรงเปิดงานอนุสารณ์ครบ 50 ปี อุดมศึกษา มจร.
  • พ.ศ. 2540 เมื่อวันที่ 8-9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 จัดงานครบ 50 ปี อุดมศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
  • พ.ศ. 2542 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม พุทธศักราช 2542 นายแพทย์รัศมี คุณหญิงสมปอง วรรณิสสรได้ถวายที่ดินจำนวน 84 ไร่ 1 งาน 37 ตารางวา ที่ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยาแก่มหาวิทยาลัย รวมกับที่ดินที่มหาวิทยาลัยได้ดำเนินการจัดซื้อเพิ่มเติม ปัจจุบันมีเนื้อที่ทั้งหมด 323 ไร่   หลังจากนั้น ในวันที่ 9 กรกฎาคม พุทธศักราช 2542 คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทูลเกล้าถวายโฉนดที่ดินทั้ง 2 แปลง เพื่อพระราชทานแก่มหาวิทยาลัย 
  • พ.ศ. 2542 เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พุทธศักราช 2542 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์โครงการก่อสร้างมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ณ ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยทรงวางศิลาฤกษ์อาคารสำนักงานอธิการบดี จนกระทั่ง ในวันที่ 1 ตุลาคม พุทธศักราช 2551 มหาวิทยาลัยได้ย้ายที่ทำการจากวัดมหาธาตุและ วัดศรีสุดาราม กรุงเทพมหานคร มายังที่ทำการแห่งใหม่ ณ กิโลเมตรที่ 55 ถนนพหลโยธิน  ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในที่สุด วันที่ 3 ธันวาคม พุทธศักราช 2553 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดป้ายหอประชุม มวก 48 พรรษา และเปิดป้ายมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ
  • พ.ศ. 2548 จัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์พุทธชินราช จ.พิษณุโลก ตามที่ปรากฏในข้อกำหนดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรื่อง การจัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์พุทธชินราช พุทธศักราช 2548 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 122 ตอนที่ 44 ง ลงวันที่ 2 มิถุนายน 2548 หน้า 60 [44]
  • พ.ศ. 2552 การรับวิทยาลัยพระพุทธศาสนา ประเทศสิงคโปร์ (Buddhist College of Singapore) เข้าเป็นสถาบันสมทบ ตามหลักฐานที่ปรากฏในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 126 ตอนที่ พิเศษ 61 ง ประกาศเมื่อ 24 เมษายน พ.ศ. 2552 หน้า 106[45]
  • พ.ศ. 2552 เปลี่ยนชื่อสถาบันสมทบ Kandy Buddhist Institute for Advanced Studies (KBI) ประเทศศรีลังกา เป็น Sri Lanka International Buddhist Academy (SIBA) ประเทศศรีลังกา ตามหลักฐานที่ปรากฏในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 126 ตอนที่ พิเศษ 61 ง ประกาศเมื่อ 24 เมษายน พ.ศ. 2552 หน้า 107[46]
  • พ.ศ. 2553 จัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์บุรีรัมย์[47]
  • พ.ศ. 2553 จัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์ปัตตานี[48]
  • พ.ศ. 2555 จัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์เชียงราย[49]
  • พ.ศ. 2555 จัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง[50]
  • พ.ศ. 2556 จัดตั้งศูนย์อาเซียนศึกษา (ASIAN Studies Center)[51]
  • พ.ศ. 2556 จัดตั้งวิทยาลัยพระธรรมทูต[52]
  • พ.ศ. 2556 จัดตั้งวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ [53]
  • พ.ศ. 2556 สถาบันวิปัสสนาธุระ [54]
  • พ.ศ. 2556 จัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์ศรีสะเกษ[55]
  • พ.ศ. 2558 จัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ [56]
  • พ.ศ. 2558 จัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี จ.นครปฐม[57]
  • พ.ศ. 2558 จัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด[58]
  • พ.ศ. 2558 จัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์พ่อขุนผาเมือง จ.เพชรบูรณ์[59]
  • พ.ศ. 2558 จัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์ราชบุรี[60]
  • พ.ศ. 2560 จัดงานครบรอบ 130 ปีการสถาปนามหาวิทยาลัย ระหว่าง 13-17 กันยายน 2560
  • พ.ศ. 2561 จัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์เพชรบุรี[61] ประกาศในราชกิจจานุบเบกษา เมื่อ 26 เมษายน พ.ศ. 2562
  • พ.ศ. 2561 จัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์สุพรรณบุรีศรีสุวรรณภูมิ [62] 18 มิถุนายน 2561
  • พ.ศ. 2561 พระราชปริยัติกวี ศ.ดร. ได้รับแต่งตั้งเป็นอธิการบดีรูปที่ 6 ต่อจากพระพรหมบัณฑิต ศ.ดร. ที่หมดวาระลงไป [63]
  • พ.ศ. 2561 จัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์สุราษฎร์ธานี [64]
  • พ.ศ. 2561 จัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์ระยอง [65]
  • พ.ศ. 2561 จัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์มหาสารคาม [66]
  • พ.ศ. 2562 จัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์เพชรบุรี [67]
  • พ.ศ. 2562 จัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์อุทัยธานี [68]

เชิงอรรถ[แก้]

หมายเหตุ 1มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูงของคณะธรรมยุตินิกาย

อ้างอิง[แก้]

  1.  การกำหนดรหัสตัวพยัญชนะประจำกระทรวงและเลขที่หนังสือออก ของ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
  2.  เว็บไซต์เครือข่ายกาญจนาภิเษก ตามพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี,[1]
  3.  กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (2460) ประวัติวัดมหาธาตุภาคต้น “ในปีฉลูนั้นถึงเดือนพฤศจิกายน โปรดให้ย้ายที่ราชบัณฑิต บอกพระปริยัติธรรมพระภิกษุสามเณร จากในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ออกไปจัดเป็น บาลีวิทยาลัยที่วัดมหาธาตุ เรียกว่า มหาธาตุวิทยาลัย เป็นแรกที่จะใช้นามวิทยาลัยในประเทศนี้”
  4.  ราชกิจจานุเบกษาการก่อพระฤกษ์สังฆเสนาสน์ราชวิทยาลัย. เล่มที่ 13, ตอนที่ 25, วันที่ 20 กันยายน ร.ศ.115, หน้า 263
  5.  ประวัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. [ออน-ไลน์]. (2550). แหล่งข้อมูล : http://www.mcu.ac.th/site/history.php
  6.  ราชกิจจานุเบกษาพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. 2540. เล่มที่ 114, ตอนที่ 51 ก, วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2540, หน้า 24
  7.  https://www.matichon.co.th/education/religious-cultural/news_1085359
  8.  ราชกิจจานุเบกษากระทู้ถามที่ ๕๕๓ ร.. เล่มที่ 117, ตอนที่ 29 ก, วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2543, หน้า 30
  9.  หลักสูตรมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. [ออน-ไลน์]. (2552). แหล่งข้อมูล : http://www.mcu.ac.th/site/curriculum.php
  10.  ประวัติความเป็นมา สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย . [ออน-ไลน์]. (2552). แหล่งข้อมูล :http://www.mcu.ac.th/site/office/coll_index.php?Data_type=1
  11.  http://gds.mcu.ac.th/
  12.  http://buddhism.mcu.ac.th/
  13.  http://education.mcu.ac.th/
  14.  http://human.mcu.ac.th/
  15.  http://social.mcu.ac.th/
  16.  http://www.mcunk.ac.th/
  17.  http://www.mcu.ac.th//site/college/coll.php?b_id=22
  18.  http://www.cmmcu.com/
  19.  http://www.mcukk.com/
  20.  http://nkr.mcu.ac.th/
  21.  http://www.mcu.ac.th//site/college/coll.php?b_id=26
  22.  http://www.mcu.ac.th//site/college/coll.php?b_id=27
  23.  http://www.mcu.ac.th//site/college/coll.php?b_id=28
  24.  http://www.mcupyo.com/2013/thai/
  25.  http://www.pali.mcu.ac.th/
  26.  http://www.nbc.mcu.ac.th/
  27.  หลักสูตรมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. [ออน-ไลน์]. (2552). แหล่งข้อมูล : http://www.mcu.ac.th/site/curriculum.php
  28.  สมเด็จพระพุฒาจารย์ มอบหนังสือแต่งตั้งพระธรรมโกศาจาราย์ เป็นราชบัณฑิต. [ออน-ไลน์]. (2552). แหล่งข้อมูล : http://www.mcu.ac.th/site/news_in.php?group_id=1&NEWSID=4242
  29.  https://www.facebook.com/photo.php?fbid=187956505040719&set=gm.1014796035320883&type=3&theater
  30.  https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1888307924728266&set=a.1888307904728268.1073742297.100006472308073&type=3&theater
  31.  http://mcuaad.mcu.ac.th/ac/book/view.php?id=137
  32.  พระพิมลธรรม (ช้อย ฐานทตฺโต)
  33. https://www.facebook.com/mahadhatsection5/photos/pcb.1647158825311724/1647158391978434/?type=3&theater
  34. https://www.facebook.com/710455849035666/photos/a.710479045700013.1073741828.710455849035666/1329970757084169/?type=3&theater
  35. https://www.facebook.com/tbbooks/photos/a.194779627271994.48469.114817521934872/194780307271926/?type=3&theater
  36.  ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งศาสตราจารย์พิเศษ (มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต) นายจำนงค์ ทองประเสริฐ) ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 118 ตอนที่ 84 ง หน้า 7 ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2544http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2544/D/084/7.PDF
  37.  ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งศาสตราจารย์, เล่ม 133, ตอนพิเศษ 108 ง, 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, หน้า 4
  38.  ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งศาสตราจารย์พิเศษ (มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต) นายจำนงค์ ทองประเสริฐ) ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 118 ตอนที่ 84 ง หน้า 7 ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2544http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2544/D/084/7.PDF
  39.  พ.ศ. 2496-2497 รัฐบาลได้จ่ายเงินสมทบทุนก่อสร้างสถานศึกษาให้กับมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง 2 แห่งๆ ละ 300,000 บาท ปรากฏหลักฐานในกระทู้ถามที่ ส. ๙/๒๔๙๗ ของ นายน้อม อุปรมัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช เรื่อง มหาวิทยาลัยสงฆ์ , ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 73 ตอนที่ 54 ง หน้า 1857 ประกาศเมื่อ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2499 http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2499/D/054/1857.PDF
  40.  แจ้งความกระทรวงมหาดไทย เรื่องให้อำนาจ จัดตั้งมูลมูลนิธิ “มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย” เป็นนิติบุคคล ปรากฏเป็นหลักฐานดังประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 82 ตอนที่ 50 ในวันที่ 22 มิถุนายน 2508 หน้า 1695http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2508/D/050/1695.PDF
  41.  [แจ้งความกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ให้อำนาจจัดตั้งมูลนิธิวิทยาลัยสงฆ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นนิติบุคคล ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 89 ตอนที่ 106 ง หน้า 1816 ประกาศเมื่อ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2515] http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2515/D/106/1816.PDF
  42.  [ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ให้อำนาจจัดตั้ง “มูลนิธิวิทยาลัยสงฆ์ภาคทักษิณ” เป็นนิติบุคคล ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 93 ตอนที่ 148 ง หน้า 3602 ประกาศเมื่อ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2519] http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2519/D/148/3602.PDF
  43.  ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องให้อำนาจจัดตั้ง “มูลนิธิโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” เป็นนิติบุคคล ปรากฏตามราชกิจจานุเบกษา เล่ม 99 ตอนที่ 18 ประกาศเมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2525 http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2525/D/018/393.PDF
  44.  ข้อกำหนดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรื่อง การจัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์พุทธชินราช พุทธศักราช 2548 ตามประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 122 ตอนที่ 44 ง ลงวันที่ 2 มิถุนายน 2548 หน้า 60 http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2548/00164134.PDF
  45.  ประกาศมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรื่อง การรับวิทยาลัยพระพุทธศาสนา ประเทศสิงคโปร์ (Buddhist College of Singapore) เข้าเป็นสถาบันสมทบ เล่ม 126 ตอนที่ พิเศษ 61 ง ประกาศเมื่อ 24 เมษายน พ.ศ. 2552 หน้า 106 http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2552/E/061/106.PDF
  46.  ประกาศมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรื่อง อนุมัติเปลี่ยนชื่อสถาบันสมทบ Kandy Buddhist Institute for Advanced Studies (KBI) ประเทศศรีลังกา ตามหลักฐานที่ปรากฏในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 126 ตอนที่ พิเศษ 61 ง ประกาศเมื่อ 24 เมษายน พ.ศ. 2552 หน้า 107 http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2552/E/061/107.PDF
  47.  ข้อกำหนดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรื่อง การจัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์บุรีรัมย์ พุทธศักราช 2553 ตามหลักฐานที่ปรากฏในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 127 ตอนที่ 109 ง ประกาศเมื่อ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 หน้า 329 http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2553/D/109/329.PDF
  48.  ข้อกำหนดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรื่อง การจัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์ปัตตานี พุทธศักราช 2553 ตามหลักฐานที่ปรากฏในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 128 ตอนที่ พิเศษ 4 ง ประกาศเมื่อ 14 มกราคม พ.ศ. 2554 หน้า 79 http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2554/E/004/79.PDF
  49.  ข้อกำหนดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรื่อง การจัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์เชียงราย พุทธศักราช 2555 [ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 130 ตอนที่ พิเศษ 15 ง ประกาศเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 หน้า 58] http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2556/E/015/58.PDF
  50.  ข้อกำหนดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรื่อง การจัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง พุทธศักราช 2555 [ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 130 ตอนที่ พิเศษ 15 ง ประกาศเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 หน้า 59] http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2556/E/015/59.PDF
  51.  ข้อกำหนดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรื่อง การจัดตั้งส่วนงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2556 ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 130 ตอนพิเศษ 189 ง ราชกิจจานุเบกษา 25 ธันวาคม 2556 หน้า 49http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2556/E/189/49.PDF
  52.  ข้อกำหนดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรื่อง การจัดตั้งส่วนงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2556 ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 130 ตอนพิเศษ 189 ง ราชกิจจานุเบกษา 25 ธันวาคม 2556 หน้า 49http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2556/E/189/49.PDF
  53.  ข้อกำหนดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรื่อง การจัดตั้งส่วนงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2556 ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 130 ตอนพิเศษ 189 ง ราชกิจจานุเบกษา 25 ธันวาคม 2556 หน้า 49http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2556/E/189/49.PDF
  54.  ข้อกำหนดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรื่อง การจัดตั้งส่วนงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2556 ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 130 ตอนพิเศษ 189 ง ราชกิจจานุเบกษา 25 ธันวาคม 2556 หน้า 49http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2556/E/189/49.PDF
  55.  ข้อกำหนดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรื่อง การจัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์ศรีสะเกษ พุทธศักราช 2556 [ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 130 ตอนที่ พิเศษ 61 ง ประกาศเมื่อ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 หน้า 46] http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2556/E/061/46.PDF
  56.  ข้อกำหนดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรื่อง การจัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ พุทธศักราช 2558 [ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 132 ตอนที่ พิเศษ 289 ง ประกาศเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 หน้า 25] http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2558/E/289/25.PDF
  57.  ข้อกำหนดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรื่อง การจัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี พุทธศักราช 2558 [ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 132 ตอนที่ พิเศษ 289 ง ประกาศเมื่อ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 หน้า 26] http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2558/E/289/26.PDF
  58.  ข้อกำหนดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรื่อง การจัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด พุทธศักราช 2558 [ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 133 ตอนที่ พิเศษ 48 ง ประกาศเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 หน้า 38] http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2559/E/048/38.PDF
  59.  ข้อกำหนดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรื่อง การจัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์พ่อขุนผาเมือง เพชรบูรณ์ พุทธศักราช 2558 [ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 133 ตอนที่ พิเศษ 48 ง ประกาศเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 หน้า 39] http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2559/E/048/39.PDF
  60.  ข้อกำหนดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรื่อง การจัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์ราชบุรี พุทธศักราช 2558 [ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 133 ตอนที่ พิเศษ 48 ง ประกาศเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 หน้า 40] http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2559/E/048/40.PDF
  61.  [2] ข้อกำหนดมหามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรื่อง กำรจัดตั้งวิทยำลัยสงฆ์เพชรบุรี พุทธศักรำช 2562. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนพิเศษ 104 ง เมื่อ 26 เมษายน ๒๕๖๒ หน้า 65 ่
  62.  [3] ข้อกำหนดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรื่อง การจัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์สุพรรณบุรีศรีสุวรรณภูมิ พุทธศักราช 2561. ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 135 ตอนพิเศษ 139 ง เมื่อ 18 มิถุนายน 2561 หน้า 5.
  63.  พระพรหมบัณฑิต ให้สัมภาษณ์การจัดงาน 130 ปีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย https://www.youtube.com/watch?v=c_QA63ICRqY
  64.  ข้อกำหนดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรื่อง การจัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์สุราษฎร์ธานี พุทธศักราช ๒๕๖๑ เมื่อ 26 ธันวาคม 2561 (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนพิเศษ 84 ง หน้า 71 เมื่อ 3 เมษายน 2562) http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/E/084/T_0071.PDF
  65.  ข้อกำหนดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรื่อง การจัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์ระยอง พุทธศักราช ๒๕๖๑ เมื่อ 26 ธันวาคม 2561 (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนพิเศษ 84 ง หน้า 71 เมื่อ 3 เมษายน 2562) http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/E/084/T_0072.PDF
  66.  ข้อกำหนดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรื่อง การจัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์มหาสารคาม พุทธศักราช ๒๕๖๑ เมื่อ 26 ธันวาคม 2561 (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนพิเศษ 84 ง หน้า 71 เมื่อ 3 เมษายน 2562) http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/E/084/T_0070.PDF
  67.  ข้อกำหนดมหำวิทยำลัยมหาจุฬาลงกรณรำชวิทยาลัย เรื่อง กำรจัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์เพชรบุรี พุทธศักราช 2562 ประกาศในราชกิจจานเบกษา เล่ม 136 ตอนพิเศษ 104 ง ราชกิจจานุเบกษา 26 เมษายน 2562 หน้า 65 http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/E/104/T_0065.PDF
  68.  ข้อกำหนดมหาวิทยำลัยมหาจุฬาลงกรณรำชวิทยาลัย เรื่อง กำรจัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์อุทัยธานี พุทธศักราช 2562 ประกาศในราชกิจจานเบกษา เล่ม 136 ตอนพิเศษ 104 ง ราชกิจจานุเบกษา 26 เมษายน 2562 หน้า 66 http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/E/104/T_0066.PDF

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยวิทยาเขตแพร่

 

๑.๑ ประวัติวิทยาเขตแพร่

วันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๒๙ พระเทพวิริยาภรณ์ รองเจ้าคณะภาค ๖ พระราชรัตนมุนี        เจ้าคณะจังหวัดแพร่ และ พระโสภณปริยัติธรรม รองเจ้าคณะจังหวัดแพร่ เจ้าคณะจังหวัดน่าน    เจ้าคณะจังหวัดพะเยา เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย เจ้าคณะจังหวัดลำปาง เจ้าคณะจังหวัดอุตรดิตถ์  เจ้าคณะจังหวัดสุโขทัย พระสังฆาธิการในเขตภาค ๕ และ ภาค ๖ และ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่   รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ศึกษาธิการจังหวัดแพร่ ผู้อำนวยการโรงเรียนพิริยาลัยจังหวัดแพร่  ผู้อำนวยการโรงเรียนนารีรัตน์จังหวัดแพร่ คณะศึกษานิเทศก์ และนายอำเภอในจังหวัดแพร่         ได้ประชุมปรึกษากันเพื่อหาแนวทางในการจัดตั้งวิทยาเขตแพร่ขึ้น ทุกฝ่ายต่างก็เห็นชอบในการจัดตั้ง วิทยาเขตแพร่  ณ วัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร ตำบลในเวียง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่    และ ได้เสนอเรื่อง เข้าสู่สภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์       วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพมหานคร  และสภามหาวิทยาลัย ในคราวประชุมสภามหาวิทยาลัย ครั้งที่ ๑/๒๕๓๐ วันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๓๐ มีมติให้จัดตั้งวิทยาเขตแพร่ขึ้น มีชื่อว่า มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ วิทยาเขตแพร่  และได้อนุมัติให้เปิดสอน     คณะครุศาสตร์ สาขาวิชาเอกการศึกษานอกโรงเรียน มีผู้บริหารประกอบด้วย :-

พระเทพวิริยาภรณ์                  เป็นรองอธิการบดี  

พระโสภณปริยัติธรรม               เป็นผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริหาร

พระเมธีวราภรณ์                    เป็นผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการ

พระครูโกศลสมณคุณ               เป็นผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัยและวางแผน

พระครูโสภณธวัชชัย                 เป็นผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต 

พระสุนทรธรรมาภรณ์               เป็นผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์

พระครูโสภณคุณาภรณ์             เป็นคณบดีคณะครุศาสตร์

พระครูมุนินทร์ธรรมานุวัตร         เป็นรองคณบดีคณะครุศาสตร์

พระครูพิบูลธรรมภาณ              เป็นเลขานุการคณบดีคณะครุศาสตร์

พ.ศ. ๒๕๓๐ วิทยาเขตแพร่ ตั้งอยู่ที่อาคารมหาจุฬาฯวิทยาเขตแพร่และหอสมุดหลวงพ่อสด    วัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร เลขที่ ๑๖ ถนนเจริญเมือง ตำบลในเวียง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่  เปิดรับสมัครพระภิกษุสามเณรเข้าศึกษา และ ปฐมนิเทศ รุ่นแรก เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๓๐      มีนิสิตเข้าศึกษา ในคณะครุศาสตร์  สาขาวิชาเอกการศึกษานอกโรงเรียน จำนวน ๕๐ รูป

พ.ศ. ๒๕๔๐ รัฐบาลของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ได้ตราพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย     มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ได้ทรงลง   พระปรมาภิไธย เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๐ และ ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา        เล่มที่ ๑๑๔ ตอนที่ ๕๑ก ลงวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๐ มหาวิทยาลัยมีสถานะเป็นมหาวิทยาลัย        ในกำกับของรัฐ เป็นนิติบุคคล

วิทยาเขตแพร่ มีชื่อตามพระราชบัญญัติของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยว่า “มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตแพร่”

ปัจจุบัน ตั้งอยู่ที่ ๑๑๑ หมู่ ๕ ตำบลแม่คำมี อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ ๕๔๐๐๐ โทรศัพท์ ๐-๕๔๖๔-๖๒๗๓, ๐-๕๔๖๔-๖๕๘๕ ห่างจากที่ตั้งเดิมประมาณ ๑๕ กิโลเมตร เดินทางจากตัวเมืองไปทางเหนือ ตามทางหลวงหมายเลข ๑๐๑ และพื้นที่ตั้งอยู่ติดทางหลวง

พ.ศ. ๒๕๔๔ วิทยาเขตแพร่   ได้ขยายห้องเรียนไปยังวัดบุญวาทย์วิหาร  จังหวัดลำปาง ตามประกาศมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ลงวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๔๕  เปิดสอนสาขาวิชาศาสนา มี พระสุนทรมุนี เป็นประธานห้องเรียน โดยเปิดสอนสาขาวิชาศาสนา สาขาวิชารัฐศาสตร์ สาขาวิชาพระพุทธศาสนา สาขาวิชาการสอนพระพุทธศาสนา

พ.ศ. ๒๕๕๖ ห้องเรียนวัดบุญวาทย์วิหารจังหวัดลำปาง ได้รับการอนุมัติให้ยกฐานะห้องเรียนวัดบุญวาทย์วิหาร จังหวัดลำปาง ขึ้นเป็น “วิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง มหาจุฬาลงกรณ    ราชวิทยาลัย” โดยได้ประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา หน้า ๕๙ เล่ม ๑๓๐ ตอนพิเศษ ๑๕ ง    ราชกิจจานุเบกษา ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ ตั้งแต่วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๕ เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๕

พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้ขยายสถานที่จัดการศึกษาจากวัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร ไปที่บ้าน   หนองห้า ตำบลแม่คำมี อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ ซึ่งนายรัตน์ พนมขวัญ ได้มอบที่ดินให้ จำนวน ๗ ไร่ ๓ งาน ๕๐ ตารางวา และ องค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ ได้สนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้างอาคารสำนักงานหลังแรก

ปัจจุบัน วิทยาเขตแพร่มีพื้นที่ จำนวน ๓๗ ไร่ ๑ งาน ๑๑.๙๐ ตารางวา และอาคาร สิ่งก่อสร้าง อำนวยความสะดวก ดังนี้

          ๑. อาคารเรียน (องค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่อุปถัมภ์)

          ๒. อาคารอเนกประสงค์ (หอประชุมสิริราชานุสรณ์)

          ๓. อาคารเรียนรวม (๙๐ ปี พระมหาโพธิวงศาจารย์)

          ๔. อาคารหอสมุดเทคโนโลยีสารสนเทศ

          ๕. อาคารปฏิบัติธรรม (โรงอาหาร/หอฉัน)

          ๖. อาคารปฏิบัติธรรม (หอพักนิสิต)

          ๗. อาคารหอประชุมนวมินทราชูทิศโกศัยนคร        

          ๘. อาคารศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงศาสนา

องค์สถาปนา

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ทรงสถาปนา “มหาธาตุวิทยาลัย” ขึ้นที่           วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ใช้คำว่า “วิทยาลัย” เป็นครั้งแรกเปิดทำการสอนอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๓๒ และ ในปี พ.ศ.๒๔๓๙ ทรงให้เปลี่ยนชื่อเป็น “มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย”

สัญลักษณ์ และ ตรามหาวิทยาลัย

พระจุลมงกุฎ (พระเกี้ยว) พระราชลัญจกรประจำพระองค์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ตรงฐานของพระเกี้ยวมีอักษรย่อว่า “ม จ ร”และมีรูปธรรมจักรวางเป็นฉากเบื้องหลัง

รูปวงกลมครอบธรรมจักร ส่วนกลาง เป็นพระเกี้ยว ซึ่งเป็นพระราชลัญจกรประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ รอบกรอบด้านบน มีอักษรภาษาบาลีซึ่งเป็นสุภาษิตประจำมหาวิทยาลัยว่า “ปญฺญาโลกสฺมิ ปชฺโชโต” รอบกรอบด้านล่าง มีอักษร “มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย”   เป็นชื่อของมหาวิทยาลัย

 

 

 

อัตลักษณ์และเอกลักษณ์มหาวิทยาลัย

              อัตลักษณ์มหาวิทยาลัย  “ประยุกต์พระพุทธศาสนาเพื่อพัฒนาจิตใจและสังคม”

               เอกลักษณ์มหาวิทยาลัย “บริการวิชาการด้านพระพุทธศาสนา” 

              อัตลักษณ์บัณฑิต “มีศรัทธาอุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนา”

 

สีและต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัย

สีประจำมหาวิทยาลัย คือ สีชมพู เป็นสีตามวันพระราชสมภพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕

 

ต้นไม้ประจำประจำมหาวิทยาลัย    คือ ต้นอโศก  มีดอกสีแดง เป็นต้นไม้ที่ปลูกง่ายทนทาน มีทรงพุ่มกว้าง ให้ร่ม สื่อความหมายถึง ความไม่เศร้าโศก ความสดใสความเข้มแข็ง ความคงทน ความเรียบ

 

สุภาษิตประจำมหาวิทยาลัย

ปญฺญา โลกสฺมิ ปชฺโชโต ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก

ปณิธานมหาวิทยาลัย

เป็นสถานศึกษาพระไตรปิฎกและวิชาชั้นสูงสำหรับพระภิกษุสามเณรและคฤหัสถ์

ปรัชญามหาวิทยาลัย

จัดการศึกษาพระพุทธศาสนาบูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่พัฒนาจิตใจและสังคม

วิสัยทัศน์มหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาระดับโลก

วิสัยทัศน์วิทยาเขตแพร่

ศูนย์กลางความเป็นเลิศด้านการศึกษาพระพุทธศาสนา

 

 

 

๑.๒ พันธกิจของมหาวิทยาลัย

          มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตแพร่    มุ่งปฏิบัติภารกิจหลักสำคัญ ในฐานะสถาบัน อุดมศึกษาที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล โดยจัดการเรียนการสอนในลักษณะของการนำความรู้ ทางด้านพระพุทธศาสนาบูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่ ให้เกิดเป็นองค์ความรู้ที่นำไปสู่การพัฒนาจิตใจและสังคมของคนในชาติอย่างทั่วถึง ซึ่งมีพันธกิจที่สำคัญ ๔  ด้านดังนี้

  • ผลิตบัณฑิต

           มุ่งเน้นการสร้างบัณฑิตและบุคลกร    ที่ผ่านการศึกษาอบรม  เป็นผู้มีคุณธรรมนำความรู้ มีปฏิปทาน่าเลื่อมใส ใฝ่รู้ ใฝ่คิด เป็นผู้นำทางจิตใจและปัญญา มีโลกทัศน์กว้างไกล มีความสามารถ และทักษะในการแก้ปัญหา มีศรัทธาอุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนาและพัฒนาสังคม

          ๒) วิจัยและพัฒนา

          มุ่งส่งเสริมการศึกษาค้นคว้าวิจัยให้ก้าวไปสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านพระพุทธศาสนา เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ในการพัฒนามนุษย์ สังคมและสิ่งแวดล้อม ให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล  และสันติสุข    รวมทั้งการสร้างเครือข่ายกับสถาบันที่มีชื่อเสียงทั้งในประเทศ และ  ต่างประเทศ เพื่อพัฒนาคุณภาพของนักวิจัยให้นำไปสู่ความเป็นสากล

          ๓) ส่งเสริมพระพุทธศาสนาและบริการวิชาการแก่สังคม

          มุ่งเน้นการให้บริการวิชาการในรูปแบบที่หลากหลายมีการบริการหรือบริหารเพื่อให้พัฒนาพระพุทธศาสนาพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน มีความมุ่งมั่นในการให้บริการวิชาการทางพระพุทธศาสนาแก่คณะสงฆ์ และสังคม  รวมทั้งส่งเสริมการเรียนรู้ และความร่วมมือ อันดีระหว่างพุทธศาสนิกชนในระดับชาติ

          ๔) ทะนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม

          มุ่งส่งเสริมการศึกษาผสมผสานทางวัฒนธรรม และ การมีส่วนร่วมในประชาคมโลก       ด้านพระพุทธศาสนา  โดยการทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของสังคมไทย เป็นรากฐานของการพัฒนาอย่างมีคุณภาพ  เพื่อนำไปสู่การรักษาความแตกต่างทางวัฒนธรรมและการอยู่ร่วมกันในประชาคมโลกอย่างมีเอกลักษณ์และศักดิ์ศรี เพื่อเป็นการสร้างวัฒนธรรมและค่านิยมที่พึงประสงค์ให้เกิดขึ้นกับบุคคล องค์กรและสังคม

 

๑.๓ หลักสูตรและสาขาวิชาที่เปิดสอน

ปัจจุบัน วิทยาเขตแพร่ เปิดทำการเรียนการสอน จำนวน  ๖  สาขาวิชา

          ระดับปริญญาตรี มี ๓ คณะ       ๕ สาขาวิชา คือ

          คณะพุทธศาสตร์           – สาขาวิชาพระพุทธศาสนา

          คณะครุศาสตร์             – สาขาวิชาสังคมศึกษา

                             – สาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษ

          คณะสังคมศาสตร์          – สาขาวิชารัฐศาสตร์               

                                      – สาขาวิชานิติศาสตร์

          ระดับปริญญาโท  ๒ คณะ         ๑ สาขาวิชา คือ

          คณะพุทธศาสตร์           – สาขาวิชาพระพุทธศาสนามหาบัณฑิต

          คณะสังคมศาสตร์          – สาขาวิชารัฐศาสตร์มหาบัณฑิต

 

          ประกาศมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรื่อง การแบ่งส่วนงาน พ.ศ. ๒๕๕๖  ตามมติที่ประชุมสภามหาวิทยาลัย คราวประชุมครั้งที่ ๘/๒๕๕๖ เมื่อ วันที่ ๒๕ กันยายน  ๒๕๕๖ โดยได้แบ่งส่วนงานเพื่อรับผิดชอบภาระงานของมหาวิทยาลัยออกเป็นระดับต่าง ๆ ดังนี้

          ๑. สำนักงานวิทยาเขตแพร่  แบ่งส่วนงานเป็น  ๒ ส่วนดังนี้

                    ๑.๑. ส่วนงานบริหาร

                    ๑.๒. ส่วนคลังและทรัพย์สิน

          ๒. สำนักวิชาการวิทยาเขตแพร่  มี ๑ ส่วนคือ มีส่วนสนับสนุนวิชาการ

          ๓. วิทยาลัยสงฆ์แพร่ มี ๑ สำนัก คือ สำนักงานวิทยาลัย      

 

๑.๕  ภารกิจ อำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบของส่วนงาน

          ภารกิจ อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของส่วนงานมหาวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๕๗

ตามประกาศมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

  • สำนักงานวิทยาเขตแพร่

          มีภารกิจเกี่ยวกับการงานกิจการของวิทยาเขตด้านงานบริหารทั่วไป และบริหารงานบุคคล งานแผนงานและงบประมาณ  งานทรัพย์สินและพัสดุ  งานการเงินและบัญชีของวิทยาเขต

  • ส่วนงานบริหาร มีอำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบเกี่ยวกับงานด้านธุรการ ประสานงาน ด้านงบประมาณ การเงิน การบัญชี พัสดุ นโยบายและแผนพัฒนา รวมทั้งประสานงานกับส่วนงานที่เกี่ยวข้อง และปฏิบัติงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย
  • กลุ่มงานบริหาร ปฏิบัติงานด้านธุรการ งานประชาสัมพันธ์องค์กร งานบุคคล งานสวัสดิการ งานเลขานุการผู้บริหาร งานพิธีการประชุม งานนิติการ        งานกองทุนพัฒนา รวมทั้งประสานงานกับส่วนงานที่เกี่ยวข้อง และปฏิบัติงานอื่นที่ได้รับมอบหมาย
  • กลุ่มงานวางแผนและงบประมาณ ปฏิบัติงานนโยบายและแผนพัฒนามหาวิทยาลัย งานงบประมาณ งานวิจัยสถาบัน งานสารสนเทศ งานติดตามประเมินผลงานประจำปี และปฏิบัติงานอื่นที่ได้รับมอบหมาย

          ๒)  ส่วนคลังและทรัพย์สิน มีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบเกี่ยวกับงานศึกษา วิเคราะห์ และ ดำเนินการเกี่ยวกับงานคลังและทรัพย์สิน กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ งานรับ– จ่ายเงิน งานงบประมาณ งานตรวจอนุมัติ งานบัญชี งานพัสดุ และปฏิบัติงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย

  • กลุ่มงานการเงิน ปฏิบัติงานศึกษาและวิเคราะห์เกี่ยวกับเรื่องการเงินการรับ – จ่ายเงิน จัดเก็บรักษาเงินตามกฎ ระเบียบ และข้อบังคับ รายงานยอดเงินคงเหลือเสนอผู้บริหารเป็นประจำที่มีการรับ – จ่ายเงิน ดำเนินการเตรียมจ่ายเงินสดและเช็ค เสนอผู้มีอำนาจสั่งจ่าย ลงนาม และดำเนินการฝาก-ถอน และโอนเงินฝากธนาคาร ทุกประเภท ร่วมทั้งบริหารจัดการการเงิน เพื่อให้เป็นประโยชน์สูงสุด และปฏิบัติงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย
  • กลุ่มงานบัญชี ปฏิบัติงานจัดทำเอกสารหลักฐาน บันทึกรายการบัญชี ปรับปรุงบัญชี การปิดบัญชี จัดทำรายงานทางการเงิน และปฏิบัติงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย
  • กลุ่มงานทรัพย์สินและพัสดุ ปฏิบัติงานเกี่ยวกับงานอาคารสถานที่ ยานพาหนะ และงานพัสดุ และปฏิบัติงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย
  • สำนักวิชาการวิทยาเขตแพร่

          มีภารกิจเกี่ยวกับงานวิชาการของวิทยาเขตในส่วนงานทะเบียนและวัดผล งานเทคโนโลยีสารสนเทศและห้องสมุด งานวิจัย งานมาตรฐาน งานประกันคุณภาพการศึกษา และงานส่งเสริมสนับสนุนพระพุทธศาสนาและบริการสังคม

          ๑ ) ส่วนสนับสนุนวิชาการ  มีอำนาจหน้าที่ และ    ความรับผิดชอบเกี่ยวกับงานธุรการ งานจัดเก็บข้อมูลเพื่อประโยชน์ต่อการวางแผน และการดำเนินการเกี่ยวกับงานทะเบียน และวัดผล งานเทคโนโลยีสารสนเทศและห้องสมุด งานวิจัย มาตรฐานและงานประกันคุณภาพการศึกษา และงานส่งเสริมพระพุทธศาสนาและบริการสังคม รวมทั้งการจัดเก็บสถิติทางวิชาการต่างๆ เพื่อใช้ในการวิเคราะห์และวางแผนทางวิชาการ เพื่อให้สอดคล้องกับมหาวิทยาลัยและปฏิบัติงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย

  • กลุ่มงานทะเบียนและวัดผล ปฏิบัติงานจัดทำคู่มือ การรับสมัคร การคัดเลือกนิสิต และการลงทะเบียน กองทุนการศึกษา ข้อมูลนิสิต และให้บริการเกี่ยวกับทะเบียนประวัติ งานจัดทำระบบการวัดผลการศึกษา แจ้งผลการศึกษา ตรวจสอบการขออนุมัติปริญญาแก่ผู้สำเร็จการศึกษา  ออกหนังสือสำคัญแก่ผู้สำเร็จการศึกษา และปฏิบัติงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย
  • กลุ่มงานห้องสมุดและสารสนเทศ ปฏิบัติงานห้องสมุด และเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น จัดหาและให้บริการยืม – คืนหนังสือ วารสาร เอกสารวิชาการ อุปกรณ์ โสตทัศนูปกรณ์ จัดอบรมบุคลากร นิสิต นักศึกษา ของวิทยาเขตให้มีความรู้ ความเข้าใจ สามารถใช้คอมพิวเตอร์เพื่อค้นคว้าหรือสนับสนุนการทำงาน รวมทั้งผลิต จัดหา โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อสนับสนุนการทำงานและการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น และปฏิบัติงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่รับมอบหมาย
  • กลุ่มงานวิจัยและคุณภาพการศึกษา ปฏิบัติงานวางแผนและพัฒนางานวิจัย จัดหาทุนสนับสนุนงานวิจัย และเผยแพร่และนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ รวบรวมและประมวล ข้อมูลการประกันคุณภาพการศึกษา งานพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อการประกันคุณภาพการศึกษา งานพัฒนาระบบกลไกการประกันคุณภาพการศึกษา เผยแพร่การประกันคุณภาพการศึกษา งานอบรมและบริการวิชาการ รวมทั้งการจัดเก็บสถิติทางวิชาการต่างๆ และปฏิบัติงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย
  • กลุ่มงานส่งเสริมพระพุทธศาสนาและบริการสังคม ปฏิบัติงานจัดกิจกรรม ส่งเสริม สนับสนุน เผยแผ่ ทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา และศิลปวัฒนธรรม งานบริการ  ฝึกฝนอบรมเกี่ยวกับคุณธรรม จริยธรรม   วิปัสสนากรรมฐาน งานพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน งานบรรพชาและอบรมเยาวชนภาคฤดูร้อนหรืออื่นๆ และปฏิบัติงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย
  • วิทยาลัยสงฆ์แพร่

          มีภารกิจเกี่ยวกับงานของวิทยาลัยที่เกี่ยวกับการจัดงานการจัดการเรียนการสอนในสาขา   วิขาต่างๆ งานกิจการนิสิต

          สำนักงานวิทยาลัย มีอำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบเกี่ยวกับงานการจัดการเรียน      การสอนในสาขาวิชาต่าง ๆ งานกิจการนิสิต และปฏิบัติงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย

  • กลุ่มงานบริหาร ปฏิบัติงานด้านธุรการ งานบริหารงานทั่วไป และปฏิบัติงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย
  • กลุ่มงานวิชาการและวางแผน ปฏิบัติงานจัดทำ ปรับปรุง งานวางแผนและพัฒนาหลักสูตร ส่งเสริมและประเมินประสิทธิภาพการสอน งานตำราและเอกสารทางวิชาการ และปฏิบัติงานอื่นที่ได้รับมอบหมาย
  • กลุ่มงานบริการการศึกษา ปฏิบัติงานจัดการเรียนการสอน ในสาขาวิชาต่าง ๆ งานบัณฑิตศึกษา จัดทำตารางสอน ตารางสอบ ขั้นตอนการจัดสอบ           งานฝึกอบรม และงานบริการการศึกษา ส่งเสริมกิจการนิสิต งานติดตามประเมินผลการปฏิบัติศาสนกิจ  และปฏิบัติงานบริการสังคมของนิสิต         งานสวัสดิการนิสิต และปฏิบัติงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย

๑.๖ บุคลากรวิทยาเขตแพร่

                ปีงบประมาณ  ๒๕๖๓ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตแพร่

มีบุคลากรทั้งสิ้น ๖๙ รูป/คน ประกอบด้วย

สายปฏิบัติการ

๑๗

รูป/คน

สายวิชาการ

๑๗

รูป/คน

สายปฏิบัติการ อัตราจ้าง

๑๔

รูป/คน

สายวิชาการ อัตราจ้าง

๒๐

รูป/คน

บริหารจากบุคคลภายนอก

รูป/คน

 

รวมทั้งสิ้น

๖๙

รูป/คน

 

บุคลากร สายปฏิบัติการวิชาชีพและบริหารงานทั่วไปจำนวน ๑๗  รูป/คน

 

ที่

ชื่อ-สกุล/ฉายา

ตำแหน่ง

วุฒิการศึกษาสูงสุด

พระครูโฆษิตสังฆพิทักษ์, ดร.

นักประชาสัมพันธ์

ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริหาร

พธ.ด.

พระครูสิทธิชยาภิรัต, ดร.

นักทรัพยากรบุคคล

ผู้อำนวยการสำนักงานวิทยาเขตแพร่

Ph.D.

นางสาวฐิตารีย์ วงศ์สูง

นักวิชาการการเงินและบัญชีชำนาญการผู้อำนวยการส่วนคลังและทรัพย์สิน

กศ.ม.

นายธีรวัฒน์ ผัดผ่อง

นักวิชาการพัสดุชำนาญการ

ผู้อำนวยการส่วนงานบริหาร

พธ.ม.

นายกริช อินเต็ม

นักวิชาการโสตทัศนศึกษา ชำนาญการ

ผู้อำนวยการส่วนสนับสนุนวิชาการ

พธ.ม.

นายมงคล มานพกวี

นักวิชาการศึกษา ชำนาญการ

กศ.ม.

นางสาวพิราวรรณ จักรคำ

นักวิชาการศึกษา ชำนาญการ

กศ.ม.

นายจักริน ปัญญาหาญ

นักวิชาการการเงินและบัญชี

ศศ.ม.,ศษ.ม.,บธ.ม.,ร.ม.

นางสาวพัฒน์นรี อัฐวงศ์

นักวิชาการศึกษา

กศ.ม.

พระสมพงศ์ มหาปุญฺโญ

นักวิชาการศึกษา

รป.ม.

๑๐

นายธีรวัฒน์ จันทร์จำรัส

นักวิเคราะห์นโยบายและแผน

ศศ.ม.

๑๑

นางสาวธันย์ธีรา ธรรมจักร

นักวิเคราะห์นโยบายและแผน

กศม.,พธ.ม.

๑๒

พระมหาฐิติพงษ์  วรทสฺสี

นักจัดการงานทั่วไป

รป.ม.

๑๓

พระอธิการศักดิ์ดา ฉนฺทโก,ดร.

นักจัดการงานทั่วไป

พธ.ด.

๑๕

นางสาวรุ่งนภา เชื้อแพทย์

นักวิชาการการเงินและบัญชี

บช.บ.

๑๖

นางวลัยพรรณ อินเต็ม

บรรณารักษ์

พธ.บ.

๑๗

นายธนพล เกตุรัตน์

พนักงานขับรถ

พธ.บ.

 

บุคลากร สายปฏิบัติการวิชาชีพและบริหารงานทั่วไปอัตราจ้าง จำนวน ๑๔ รูป/คน

ที่

ชื่อ-สกุล/ฉายา

ตำแหน่ง

วุฒิการศึกษาสูงสุด

พระมหาชนินทร์ อธิวโร

นักวิชาการศึกษา

พธ.ม.

พระวุฒิชัย  ขนฺติพโล

นักจัดการงานทั่วไป

พธ.ม.

นางพัชรวรรณ  เทพวีระพงศ์

นักทรัพยากรบุคคล

พธ.ม.

นางสาวตรีรัตน์ สายใจ

นักวิชาการการเงินและบัญชี

พธ.บ.

นางสาวกุณฑิกา สุคันธมาลา

นักวิชาการการเงินและบัญชี

บธ.ม.

นายอดินันท์  สุวรรณรัตน์

นักวิชาการคอมพิวเตอร์

บธ.

นายธัชชัย  สมปาน

นักวิชาการพัสดุ

พธ.ม.

นายเฉลิมศักดิ์ ข่มอาวุธ

เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์

ร.บ.

นางจุฑาธิป  ผัดผ่อง

นักจัดการงานทั่วไป

พธ.ม.

๑๐

จ.ส.อ.สายัณห์  สมณศักดิ์

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย

ม.๖

๑๑

นายประชัน เหมืองหม้อ

คนสวน

ป.๖

๑๒

นางแสงหล้า ดาวหาญ

นักการภารโรง

ป.๖

๑๓

นางสาวปียาวัน เหมืองหม้อ

นักการภารโรง

รบ.

๑๔

นายมงคล วงศ์ยศ

พนักงานขับรถ

พธ.บ.

 

บุคลากร สายวิชาการ จำนวน ๑๗ รูป/คน

ที่

ชื่อ – สกุล/ฉายา

ตำแหน่ง

วุฒิการศึกษาสูงสุด

พระราชเขมากร,รศ.ดร.

อาจารย์/รองอธิการบดี วิทยาเขตแพร่

ป.ธ.๙., Ph.D.

พระครูสุนทรธรรมนิทัศน์,ผศ.ดร.

อาจารย์/ผู้อำนวยการวิทยาลัยสงฆ์แพร่

Ph.D.

พระมหาสิทธิชัย  ชยสิทฺธิ,ดร.

อาจารย์/ผู้อำนวยการสำนักวิชาการวิทยาเขตแพร่

พธ.ด.

ผศ. สุพจน์  แก้วไพฑูรย์

อาจารย์/รก.รองผู้อำนวยการสำนักงานวิทยาเขตแพร่

M.A

ผศ.ดร. สมจิต ขอนวงค์

อาจารย์/ผู้อำนวยการสำนักงานวิทยาลัย

Ph.D.

ที่

ชื่อ – สกุล/ฉายา

ตำแหน่ง

วุฒิการศึกษาสูงสุด

พระครูโสภณกิตติบัณฑิต,ผศ.ดร.

อาจารย์

Ph.D.

พระครูปริยัติวรากร,ผศ.ดร.

อาจารย์

Ph.D.

ผศ.นวัชโรจน์ อินเต็ม

อาจารย์

กศ.ม.

รศ.รวีโรจน์ ศรีคำภา

อาจารย์

กศ.ม.

๑๐

ผศ.ดร. อรอนงค์ วูวงศ์

อาจารย์

Ph.D.

๑๑

ผศ.ดร. สายัณห์ อินนันใจ

อาจารย์

Ph.D.

๑๒

รศ.ฉวีวรรณ สุวรรณาภา

อาจารย์

รป.ม.

๑๓

ผศ.ชลธิชา จิรภัคพงศ์

อาจารย์

ศษ.ม.

๑๔

ผศ.ดร. เกรียงศักดิ์ ฟองคำ

อาจารย์

M.A.

๑๕

ผศ. ปัญญา สุนันตา

อาจารย์

M.A,

๑๖

พระอนุสรณ์  กิตฺติวณฺโณ,ดร.

อาจารย์

พธ.ด.

๑๗

ผศ.ดร. พรหมเรศ  แก้วโมลา

อาจารย์

พธ.ด.

 

บุคลากรสายวิชาการ อัตราจ้าง  จำนวน ๒๐ รูป/คน

ที่

ชื่อ – สกุล/ฉายา

ตำแหน่ง

วุฒิการศึกษาสูงสุด

ดร.ธาดา  เจริญกุศล

อาจารย์

พธ.ด.

รศ.พูนทรัพย์  เกตุวีระพงศ์

อาจารย์

กศ.ม.

พระศักดิธัช  สํวโร,ดร.

อาจารย์

พธ.ด.

ที่

ชื่อ – สกุล/ฉายา

ตำแหน่ง

วุฒิการศึกษาสูงสุด

พระอโณทัย กตปุญฺโญ

อาจารย์

ร.ม.

นายอภิชา  สุขจีน

อาจารย์

พธ.ม.

นายปุญยวีร์  มงคลพิพัฒน์พร

อาจารย์

ศษ.ม.

นางสาวนพรัตน์  รัตนวงศ์

อาจารย์

ค.ม.

ดร.ดำเนิน  หมายดี

อาจารย์

พธ.ด.

นางสุมณเฑียร  แก่นมณี

อาจารย์

กศ.ม.

๑๐

นางสายพิน  รุ่งวัฒนกิจ

อาจารย์

ค.ม.

๑๑

นายศรศักดิ์  อินทะกันฑ์

อาจารย์

น.ม.

๑๒

นายอุเทน  สุขทั่วญาติ

อาจารย์

น.ม.

๑๓

นายณัฏภณ  กุลนพฤกษ์

อาจารย์

น.ม.

๑๔

นางสาวพัชราภรณ์ ห่อตระกูล

อาจารย์

วท.ม.

๑๕

นางสาวแพรวนภา  กองทิพย์

อาจารย์

นม.

๑๖

นางสาวพรสวรรค์  สุขไมตรี

อาจารย์

ร.ม.

๑๗

นางสาวสุพิชญา  กันกา

อาจารย์

นม.

๑๘

นายธนนันท์  คุ้มถิ่นแก้ว

อาจารย์

ร.ม.

๑๙

ดร.เขมิกา วริทธิ์วุฒิกุล

อาจารย์

ปร.ด.

๒๐

นายกิตติศักดิ์ วิมล

อาจารย์

ร.ม.

 

ตำแหน่งบริหาร จากบุคคลภายนอก  ๑ คน

ที่

ชื่อ – สกุล/ฉายา

ตำแหน่ง

วุฒิการศึกษาสูงสุด

พระราชวิสุทธี

ประธานสภาวิทยาเขตแพร่

 

นายสุขุม กันกา

ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการทั่วไป

รป.ม.

 

 จำนวนบุคลากร วิทยาเขตแพร่(จำแนกตามประเภทและวุฒิการศึกษา) ประจำปี ๒๕๖๓

ประเภทบุคลากร

จำนวนบุคลากร
จำแนกตามวุฒิการศึกษา

รวม

ปริญญาเอก

ปริญญาโท

ปริญญาตรี

อนุปริญญา

ต่ำกว่าอนุปริญญา

สายวิชาการ

๑๐

๑๗

สายปฏิบัติการ

๑๒

๑๗

สายวิชาการ (อัตราจ้าง)

๑๖

๒๑

สายปฏิบัติการ (อัตราจ้าง)

๑๔

รวม

๑๗

๔๐

๖๙

 

แผนภูมิแสดงจำนวนบุคลากรวิทยาเขตแพร่ (จำแนกตามประเภทและวุฒิการศึกษา)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

๑.๗ จำนวนนิสิตวิทยาเขตแพร่ ปีการศึกษา ๒๕๖๓

คณะ

สาขาวิชา

ปริญญาตรี

ปริญญาโท

รวมทั้งสิ้น

 

ชั้นปีที่

รวม

รวม

พุทธศาสตร์

พระพุทธศาสนา

       ๒๔

       ๒๐

       ๓๘

          ๒

       ๑๒

       ๙๖

       ๒๕

       ๑๘

       ๔๓

     ๑๓๙

ครุศาสตร์

สังคมศึกษา

          ๕

       ๑๓

          ๕

       ๑๐

       ๑๗

       ๕๐

 –

 –

           –

       ๕๐

การสอนภาษาอังกฤษ

          ๘

          ๖

          ๓

          ๙

          ๗

       ๓๓

 –

 –

           –

       ๓๓

สังคม

ศาสตร์

รัฐศาสตร์

       ๕๒

       ๒๘

       ๓๒

       ๒๕

       ๔๕

     ๑๘๒

       ๒๕

 –

       ๒๕

     ๒๐๗

นิติศาสตร์

       ๑๙

       ๒๖

       ๒๑

 –

 –

       ๖๖

 –

 –

           –

       ๖๖

รวมทุกชั้นปี

     ๑๐๘

       ๙๓

       ๙๙

       ๔๖

       ๘๑

     ๔๒๗

       ๕๐

       ๑๘

       ๖๘

     ๔๙๕

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทที่ ๒

ผลการดำเนินงาน

 

๒.๑ สรุปรายได้ และค่าใช้จ่าย งบประมาณ ๒๕๖๓

      

          รายได้  ปีงบประมาณ ๒๕๖๓ วิทยาเขตแพร่  มีรายได้ของส่วนงานดังนี้

ที่

รายการ

ใน งปม.

นอก งปม.

เงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดสรรให้

๕๓,๙๙๘,๔๓๖.๐๐

เงินอุดหนุนและทรัพย์สินซึ่งมีผู้อุทิศให้มหาวิทยาลัย

๔๗๒,๔๘๖.๕๐

เงินค่าธรรมเนียม ค่าบำรุง และค่าบริการต่าง ๆ

๔,๕๑๕,๑๑๕.๐๑

รายได้จากผลประโยชน์จากการลงทุนและทรัพย์สิน

๓๑๕,๑๖๔.๕๐

รายได้จากที่ซึ่งมหาวิทยาลัยปกครองดูแล

เงินที่มีผู้อุทิศให้โดยมีวัตถุประสงค์

๕๑๐,๐๑๗.๐๐

เงินที่ฝากไว้โดยมีเงื่อนไข

๖๗๒,๐๐๐.๐๐

เงินที่ได้จากการจัดอบรม การวิจัย

เงินรายได้อื่นตามความเห็นชอบของคณะกรรมการฯ

๕๗๒,๘๐๗.๓๐

 

รวมทั้งสิ้น

๕๓,๙๙๘,๔๓๖.๐๐

๗,๐๕๗,๕๙๐.๓๑

 

รวมเงินในงบประมาณ และนอกงบประมาณ

๖๑,๐๕๖,๐๒๖.๓๑

 

    

รายจ่าย สรุปรายจ่ายตามแผนปฏิบัติการประจำปี  ๒๕๖๓ ตามตารางดังต่อไปนี้ (รอสรุปจากข้อมูลจริง)

รายการ

รวมทั้งสิ้น

แผน

ผล

รวมทั้งสิ้น

 ๔๖,๙๕๘,๒๑๐

 ๓๘,๑๙๒,๑๐๘

แผนงาน : บุคลากรภาครัฐ(ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน)

 ๒๕,๒๗๔,๗๖๐

 ๒๒,๕๔๘,๗๐๐

เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ : บุคลากรยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ให้มีคุณภาพเท่าเทียมและทั่วถึง

 ๒๕,๒๗๔,๗๖๐

 ๒๒,๕๔๘,๗๐๐

ผลผลิตที่ ๑ : รายการค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐ ยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต

 ๒๕,๒๗๔,๗๖๐

 ๒๒,๕๔๘,๗๐๐

เป้าหมายการให้บริการหน่วยงาน : เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการภาครัฐ

 ๒๕,๒๗๔,๗๖๐

 ๒๒,๕๔๘,๗๐๐

แผนงานพื้นฐาน : ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน

 ๒๑,๔๓๓,๔๕๐

 ๑๕,๓๙๕,๗๓๓

เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ : ยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ให้มีคุณภาพเท่าเทียมและทั่วถึง(ผลผลิตที่ ๑+๒+๓)

 ๒๑,๔๓๓,๔๕๐

 ๑๕,๓๙๕,๗๓๓

เป้าหมายการให้บริการหน่วยงาน : เพื่อผลิตกำลังคนที่มีคุณภาพตามความต้องการของประเทศ

 ๑๘,๑๗๖,๑๒๐

 ๑๔,๐๕๕,๗๒๑

ผลผลิตที่ ๑ : ผู้สำเร็จการศึกษาด้านสังคมศาสตร์

 ๑๘,๑๗๖,๑๒๐

 ๑๔,๐๕๕,๗๒๑

เป้าหมายการให้บริการหน่วยงาน : บริการวิชาการแก่หน่วยงาน/ประชาชนในชุมชนและสังคมให้มีความรู้ความสามารถในการพัฒนาตนเอง

 ๑,๗๑๐,๐๐๐

 ๗๔๐,๓๐๒

ผลผลิตที่ ๒ : ผลงานการให้บริการวิชาการ

 ๑,๗๑๐,๐๐๐

 ๗๔๐,๓๐๒

เป้าหมายการให้บริการหน่วยงาน : ปลูกฝังค่านิยมให้นิสิต นักศึกษาและชุมชนในการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น และอนุรักษ์ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมไทย

 ๑,๕๔๗,๓๓๐

 ๕๙๙,๗๑๐

ผลผลิตที่ ๓ : ผลงานทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม

 ๑,๕๔๗,๓๓๐

 ๕๙๙,๗๑๐

. แผนการปฏิบัติงาน

 

 –

แผนงานบูรณาการวิจัยและนวัตกรรม

 ๒๕๐,๐๐๐

 ๒๔๗,๖๗๕

เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ : การวิจัยและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม

 ๒๕๐,๐๐๐

 ๒๔๗,๖๗๕

๒.๒ รายงานการดำเนินงานโครงการ/กิจกรรรม ปีงบประมาณ 2563

เกณฑ์การประเมินโครงการ/กิจกรรม  ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

วิทยาเขตแพร่ มีอยู่ ๕ ระดับ ดังนี้

                    ค่าเฉลี่ย ๐.๐๐ -๑.๕๐    หมายถึง น้อยที่สุด

                   ค่าเฉลี่ย ๑.๕๑ -๒.๕๐    หมายถึง น้อย

                    ค่าเฉลี่ย ๒.๕๑ -๓.๕๐    หมายถึง ปานกลาง

                    ค่าเฉลี่ย ๓.๕๑ -๔.๕๐    หมายถึง มาก

                    ค่าเฉลี่ย ๔.๕๑ -๕.๐๐    หมายถึง มากที่สุด

แผนงาน / ผลผลิต / โครงการ

ผลการดำเนินงาน

 หน่วยงานที่รับผิดชอบ

 ผลการดำเนินงาน

ยุทธศาสตร์ที่ ๑ พัฒนาบัณฑิตให้มีคุณภาพ 

๑) โครงการแนะแนวประชาสัมพันธ์การศึกษา

สำนักงานวิทยาเขตแพร่

 ดำเนินการ

๒) โครงการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษา

สำนักวิชาการวิทยาเขตแพร่

 ดำเนินการ

๓) โครงการกิจกรรมเสริมหลักสูตร

วิทยาลัยสงฆ์แพร่

 ดำเนินการ

๔) โครงการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานนิสิต

วิทยาลัยสงฆ์แพร่

 ดำเนินการ

๕) โครงการจัดกิจกรรมการแข่งขันกีฬาประเพณีบุคลากร

สำนักงานวิทยาเขตแพร่

 ดำเนินการ

๖) โครงการอบรมการเขียนโครงร่างวิทยานิพนธ์และบทความวิชาการระดับบัณฑิตศึกษา

วิทยาลัยสงฆ์แพร่

 ดำเนินการ

๗) โครงการพัฒนาและส่งเสริมทักษะวิชาชีพบุคลากรสายวิชาการ

วิทยาลัยสงฆ์แพร่

 ยังไม่ดำเนินการ

๘) โครงการพัฒนาบุคลากรสายปฏิบัติการและบริหารงานทั่วไป

สำนักงานวิทยาเขตแพร่

 ดำเนินการ

๙) โครงการสอบป้องกันวิทยานิพนธ์

วิทยาลัยสงฆ์แพร่

 ดำเนินการ

๑๐) โครงการสวัสดิการสำหรับบุคลากร

สำนักงานวิทยาเขตแพร่

 ดำเนินการ

๑๑) โครงการฝึกอบรมบุคลากรผู้ปฏิบัติงาน การเงิน บัญชีและพัสดุ

สำนักงานวิทยาเขตแพร่

 ดำเนินการ

แผนงาน / ผลผลิต / โครงการ

ผลการดำเนินงาน

 หน่วยงานที่รับผิดชอบ

 ผลการดำเนินงาน

๑๒) โครงการพัฒนาระบบการเรียนการสอนโดยใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ

สำนักวิชาการวิทยาเขตแพร่

 ดำเนินการ

๑๓) โครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมนิสิต

สำนักวิชาการวิทยาเขตแพร่

 ดำเนินการ

๑๔) โครงการฝีกประสบการณ์ในสถานศึกษา

วิทยาลัยสงฆ์แพร่

 ดำเนินการ

๑๕) โครงการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าศึกษาต่อนิสิตระดับปริญญาตรี

วิทยาลัยสงฆ์แพร่

 ดำเนินการ

๑๖) โครงการปฐมนิเทศนิสิตใหม่ (ป.ตรี)

วิทยาลัยสงฆ์แพร่

 ดำเนินการ

๑๗)โครงการสำรวจสำรวจภาวะการมีงานทำของบัณฑิต

วิทยาลัยสงฆ์แพร่

 ยังไม่ดำเนินการ

๑๘)โครงการปัจฉิมและตรวจเยี่ยมนิสิตปฏิบัติศาสนกิจ

วิทยาลัยสงฆ์แพร่

 ยังไม่ดำเนินการ

๑๙) โครงการซ้อมรับปริญญา

วิทยาลัยสงฆ์แพร่

 ดำเนินการ

๒๐) โครงการพัฒนาประสบการณ์ทางวิชาชีพแก่นิสิตและศิษย์เก่า

วิทยาลัยสงฆ์แพร่

 ดำเนินการ

๒๑) โครงการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนตามเกณฑ์คุณภาพหลักสูตร

วิทยาลัยสงฆ์แพร่

 ยังไม่ดำเนินการ

๒๒) โครงการศึกษาดูงานนิสิตระดับปริญญาตรี

วิทยาลัยสงฆ์แพร่

 ดำเนินการ

๒๓) โครงการเตรียมความพร้อมปฐมนิเทศนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา

วิทยาลัยสงฆ์แพร่

 ดำเนินการ

๒๔) โครงการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ

วิทยาลัยสงฆ์แพร่

 ยังไม่ดำเนินการ

๒๕) โครงการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา

วิทยาลัยสงฆ์แพร่

 ดำเนินการ

๒๖) โครงการพัฒนาทักษะทางด้านภาษาต่างประเทศแก่บุคลากรและนิสิต

วิทยาลัยสงฆ์แพร่

 ดำเนินการ

๒๗) โครงการศึกษาดูงานต่างประเทศนิสิตปริญญาโท

วิทยาลัยสงฆ์แพร่

 ดำเนินการ

ยุทธศาสตร์ ที่ ๒ พัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมให้มีคุณภาพทั้งในระดับชาติและ นานาชาติ

๒๘) โครงการพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัย

สำนักวิชาการวิทยาเขตแพร่

 ดำเนินการ

๒๙) โครงการการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม

สำนักวิชาการวิทยาเขตแพร่

 ดำเนินการ

แผนงาน / ผลผลิต / โครงการ

ผลการดำเนินงาน

 หน่วยงานที่รับผิดชอบ

 ผลการดำเนินงาน

๓๐) โครงการเผยแพร่ผลงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ระดับชาติ

สำนักวิชาการวิทยาเขตแพร่

 ดำเนินการ

๓๑) โครงการพัฒนาเทคโนโลยีและระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารและวิจัย

สำนักวิชาการวิทยาเขตแพร่

 ดำเนินการ

ยุทธศาสตร์ที่ ๓  พัฒนางานบริการวิชาการแก่สังคมให้มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับในระดับชาต

๓๒) โครงการเผยแผ่ธรรมะทางสถานีวิทยุและโทรทัศน์

สำนักงานวิทยาเขตแพร่

 ดำเนินการ

๓๓) โครงการจัดทำวารสารมหาจุฬาฯ วิทยาเขตแพร่

สำนักวิชาการวิทยาเขตแพร่

 ดำเนินการ

๓๔) โครงการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานสำหรับประชาชนทั่วไป

สำนักวิชาการวิทยาเขตแพร่

 ดำเนินการ

๓๕) โครงการพัฒนาคุณภาพของงานบริการวิชาการแก่สังคม

สำนักวิชาการวิทยาเขตแพร่

 ดำเนินการ

๓๖) โครงการแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ด้านการบริการวิชาการแก่สังคมกับการเรียนการสอน

สำนักวิชาการวิทยาเขตแพร่

 ดำเนินการ

๓๗) โครงการจัดการความรู้เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา

สำนักวิชาการวิทยาเขตแพร่

 ดำเนินการ

๓๘) โครงการค่ายพุทธบุตร

สำนักวิชาการวิทยาเขตแพร่

 ดำเนินการ

๓๙) โครงการมหาจุฬารวมใจร้อยความรู้สู่ชุมชน

วิทยาลัยสงฆ์แพร่

 ดำเนินการ

๔๐) โครงการอบรมการเรียนรู้งานศาสนพิธีและวัฒนธรรมไทย

สำนักวิชาการวิทยาเขตแพร่

 ดำเนินการ

๔๑) โครงการสอนธรรมศึกษานิสิตคฤหัสถ์

สำนักวิชาการวิทยาเขตแพร่

 ดำเนินการ

๔๒) โครงการสร้างขวัญกำลังใจเพื่อฟื้นฟูสุขภาพจิตผู้ป่วยในโรงพยาบาล

วิทยาลัยสงฆ์แพร่

 ดำเนินการ

๔๓) โครงการสอนภาษาและวรรณกรรมล้านนาสำหรับนิสิตประชาชนทั่วไป

สำนักวิชาการวิทยาเขตแพร่

 ดำเนินการ

๔๔) โครงการสวนสมุนไพรและแพทย์แผนไทย

วิทยาลัยสงฆ์แพร่

 ดำเนินการ

แผนงาน / ผลผลิต / โครงการ

ผลการดำเนินงาน

 หน่วยงานที่รับผิดชอบ

 ผลการดำเนินงาน

๔๕) โครงการศึกษาดูงานพระพุทธศาสนามหายาน

สำนักวิชาการวิทยาเขตแพร่

 ดำเนินการ

๔๖) โครงการธรรมสัญจร

สำนักวิชาการวิทยาเขตแพร่

 ดำเนินการ

๔๗) โครงการถวายความรู้แก่พระสังฆาธิการ

วิทยาลัยสงฆ์แพร่

 ดำเนินการ

๔๘) โครงการพัฒนาห้องปฏิบัติการทางภาษา

วิทยาลัยสงฆ์แพร่

 ดำเนินการ

๔๙) โครงการจัดทำวารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ของ มจร.วข.แพร่

วิทยาลัยสงฆ์แพร่

 ดำเนินการ

๕๐) โครงการจัดทำจุลสารสักก์พุทธศาสตร์

สำนักวิชาการวิทยาเขตแพร่

 ดำเนินการ

๕๑) โครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน

สำนักวิชาการวิทยาเขตแพร่

 ยังไม่ดำเนินการ

ยุทธศาสตร์ที่ ๔  พัฒนางานส่งเสริมพระพุทธศาสนาและทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมให้มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับในระดับชาติ 

๕๒) โครงการจัดกิจกรรมเนื่องในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและวันสำคัญของชาติ

สำนักวิชาการวิทยาเขตแพร่

 ดำเนินการ

๕๓) โครงการพัฒนาคุณภาพงานทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม

สำนักวิชาการวิทยาเขตแพร่

 ดำเนินการ

๕๔) โครงการศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาประเทศเพื่อนบ้าน

สำนักวิชาการวิทยาเขตแพร่

 ยังไม่ดำเนินการ

๕๕) โครงการปริวรรตพระไตรปิฎกล้านนาเป็นภาษาไทย

สำนักวิชาการวิทยาเขตแพร่

 ดำเนินการ

๕๖) โครงการพัฒนาศูนย์การท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรม

สำนักวิชาการวิทยาเขตแพร่

 ดำเนินการ

๕๗) โครงการส่งเสริมและพัฒนาแหล่งเรียนรู้ทางด้านพระพุทธศาสนา ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัยญาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

สำนักวิชาการวิทยาเขตแพร่

 ดำเนินการ

๕๘) โครงการแลกเปลี่ยนนิสิตปฏิบัติศาสนกิจประเทศภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

สำนักวิชาการวิทยาเขตแพร่

 ยังไม่ดำเนินการ

แผนงาน / ผลผลิต / โครงการ

ผลการดำเนินงาน

 หน่วยงานที่รับผิดชอบ

 ผลการดำเนินงาน

๕๙) โครงการส่งเสริมพระสังฆาธิการ นิสิต ด้านพระพุทธศาสนา และอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น

สำนักวิชาการวิทยาเขตแพร่

 ดำเนินการ

๖๐) โครงการพุทธศาสตร์สงเคราะห์

สำนักวิชาการวิทยาเขตแพร่

 ดำเนินการ

๖๑) โครงการสร้างความร่วมมือทางการส่งเสริมการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมในท้องถิ่น

สำนักวิชาการวิทยาเขตแพร่

 ดำเนินการ

๖๒) โครงการตั้งธรรมหลวงเวียงโกศัย เฉลิมพระเกียรติ

สำนักวิชาการวิทยาเขตแพร่

 ดำเนินการ

๖๓) โครงการส่งเสริมความรู้แนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

สำนักวิชาการวิทยาเขตแพร่

 ดำเนินการ

๖๔) โครงการจัดตั้งชมรมอนุรักษ์ ประเพณี วัฒนธรรมภูมิภาคอาเซียน

สำนักวิชาการวิทยาเขตแพร่

 ดำเนินการ

๖๕) โครงการงานประเพณีสรงน้ำพระพุทธโกศัยสิริชัยมหาศากยมุนี

สำนักวิชาการวิทยาเขตแพร่

 ดำเนินการ

๖๖) โครงการถวายทานสลากภัตต์

สำนักงานวิทยาเขตแพร่

 ดำเนินการ

๖๗) โครงการทำนุบำรุงหอพุทธศิลป์

สำนักวิชาการวิทยาเขตแพร่

 ดำเนินการ

๖๘) โครงการไหว้ครู

วิทยาลัยสงฆ์แพร่

 ดำเนินการ

ยุทธศาสตร์ที่ ๕  พัฒนาการบริหารจัดการองค์กรเชิงพุทธบูรณาการ 

๖๙) โครงการจัดทำแผนพัฒนาแผนงบประมาณและแผนปฏิบัติการประจำปี

สำนักงานวิทยาเขตแพร่

 ดำเนินการ

๗๐) โครงการพัฒนาระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพตามหลักธรรมาภิบาล

สำนักงานวิทยาเขตแพร่

 ดำเนินการ

๗๑) โครงการพัฒนาระบบการจัดการความรู้และการบริหารงานความเสี่ยง

สำนักงานวิทยาเขตแพร่

 ดำเนินการ

๗๒) โครงการประเมินความพึงพอใจของการบริการจัดการองค์กร

สำนักงานวิทยาเขตแพร่

 ยังไม่ดำเนินการ

๒.๓  รายงานผลการประกันคุณภาพการศึกษาภายใน  วิทยาเขตแพร่  ๒๕๖๒

การประเมินคุณภาพการศึกษาภายในวิทยาเขตแพร่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลกรณราชวิทยาลัย ปีการศึกษา ๒๕๖๒ คณะกรรมการตรวจประเมิน ได้ดำเนินการตรวจประเมินคุณภาพการศึกษาภายในระหว่าง ระหว่างวันที่ ๑๖ – ๑๗  กรกฎาคม ๒๕๖๓ ตามระบบประกันคุณภาพในคู่มือของมหาวิทยาลัย โดยการประเมินผลการดำเนินงานในรอบปีการศึกษา ๒๕๖๒                  (๑ มิถุนายน ๒๕๖๒ – ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๓)

         

       ผลการปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของผลการประเมินปีที่ผ่านมา

          แนวทางการพัฒนาในอนาคตและข้อเสนอแนะในการวางแผนพัฒนาในปีต่อไป

 

องค์ประกอบที่ ๑ การผลิตบัณฑิต

ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนา

แนวทางการดำเนินการ

   ๑.วิทยาเขต ควรนำผลการประเมินคุณภาพของการจัดกิจกรรมและการจัดบริการ โดยเน้นการประเมินผลที่ตอบวัตถุประสงค์ของกิจกรรมและการให้บริการนิสิต(การประเมินผลลัพธ์) และนำผลการประเมินไปปรับปรุงการจัดกิจกรรมและการให้บริการ ในรูปแบบของการปรับการกิจกรรมหรือการปรับโครงการในปีต่อไป เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพ ตอบสนองความต้องการของนิสิตได้อย่างแท้จริง

   ปรับเครื่องมือหรือข้อคำถามให้ตรงตามวัตถุประสงค์ของโครงการ และกิจกรรม ร้อยละ ๘๐

 

 

   ๒. วิทยาเขตควรทบทวนความสอดคล้องของตัวชี้วัดความสำเร็จที่สะท้อนคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์และควรมีการทบทวนตัวชี้วัดให้เป็นเชิงคุณภาพทั้งระดับแผนและระดับโครงการ ให้มีความสอดคล้องกัน ควบคู่กับการออกแบบการประเมินผลที่สอดคล้องกับตัวชี้วัด วิทยาเขตควรทบทวนผลการประเมินและนำผลการประเมินความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของแผนการจัดกิจกรรมพัฒนานิสิต และนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการประจำวิทยาเขต เพื่อขอข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแผนและปรับปรุงกิจกรรมครั้งต่อไป

   ๑.ปรับตัวชี้วัดความสำเร็จให้สอดคล้องกับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ทั้งระดับแผนและระดับโครงการ

   ๒. ออกแบบการประเมินผลสอดคล้องกับตัวชี้วัดและวัตถุประสงค์ของโครงการ

   ๓.นำเข้าสู่คณะกรรมการประจำวิทยาเขตแพร่เพื่อพิจารณาข้อเสนอแนะและปรับปรุงต่อไป

 

 

 

องค์ประกอบที่ ๒ การวิจัย

ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนา

แนวทางการดำเนินการ

   ๑. วิทยาเขตแพร่ควรสร้างระบบและกลไกในคุ้มครองผลงานวิจัย และงานสร้างสรรค์ของคณาจารย์

    ประชุมคณะกรรมการบริหารงานหน่วยวิจัยเพื่อปรับปรุงระบบและกลไกในการคุ้มครองสิทธิ์ผลงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ของคณาจารย์และนักวิจัยของวิทยาเขตแพร่

   ๒. ควรวางแผนส่งเสริมและพัฒนาสมรรถนะด้านการวิจัยแก่คณาจารย์ของวิทยาเขต โดยกำหนด ตัวชี้วัดและเป้าหมายในการพัฒนาให้ชัดเจน เช่น ในปีการศึกษานี้ควรจะวางแผนให้อาจารย์ทำงานวิจัยกี่ท่าน และปีการศึกษาต่อไป อาจารย์ทำงานวิจัยกี่ท่าน เพื่อป้องกันการติดค้าง หรือส่งงานวิจัยของอาจารย์ไม่ทัน เป็นต้น เพื่อให้การดำเนินงานวิจัยของคณาจารย์มีต่อเนื่อง

   จัดทำแผนพัฒนาด้านการวิจัยแก่คณาจารย์และนักวิจัย โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจน

   โดยกำหนดตัวชี้วัดและเป้าหมายในแต่ละปี

   ๓. วิทยาเขตควรสร้างขวัญและกำลังใจเพิ่มขึ้นให้อาจารย์ผลิตผลงานวิชาการ และพิมพ์เผยแพร่ในวารสารที่มีค่าถ่วงน้ำหนักที่สูงกว่า การประชุมวิชาการระดับชาติ หรือนานาชาติ ไปสู่ วารสาร TCI ฐาน ๒ หรือ TCI ฐาน ๑  และจาก วารสาร TCI ฐาน ๒ หรือ ฐาน ๑ ไปสู่วารสารระดับนานาชาติ

   จัดทำประกาศอัตราการสนับสนุนการตีพิมพ์บทความวิชาการลงในวารสารตั้งแต่ TCI ฐาน ๒ ขึ้นไป

 

   ๔. วิทยาเขตควรสร้างความร่วมมือกับองค์บริหารส่วนท้องถิ่นด้านงบประมาณ และความต้องการด้านงานวิจัย เพื่อให้ได้ผลวิจัยเพื่อตอบสนองคืนกลับไปสู่ท้องถิ่น และภูมิภาคตามวิสัยทัศน์ของวิทยาเขต “ศูนย์กลางความเป็นเลิศด้านการศึกษาพระพุทธศาสนา”

   จัดทำบันทึกความร่วมมือระหว่าง มจร.วิทยาเขตแพร่ กับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อร่วมมือกันในการผลิตผลงานด้านการวิจัยที่สนองต่อความต้องการของท้องถิ่น

 

 

องค์ประกอบที่ ๓ การบริการวิชาการ

ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนา

แนวทางการดำเนินการ

   ๑. ควรพัฒนาแผนการบริการวิชาการแก่สังคมโดยกำหนดวัตถุประสงค์ เป้าหมาย ตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจน รวมทั้งออกแบบวิธีการประเมินผลที่สอดคล้องกัน

   ประชุมคณะกรรมการทบทวนแผนบริการวิชาการแก่สังคมให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และตัวชี้วัดความสำเร็จ

  

   ๒. ควรพัฒนาระบบรวบรวมและจัดเก็บผลงานการให้บริการวิชาการแก่สังคมของบุคลากร จัดให้มีการถอดบทเรียนและสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้และเผยแพร่สู่สาธารณะ เพื่อสร้างภาพลักษณ์องค์กรให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

    พัฒนาและปรับปรุงระบบการจัดเก็บข้อมูลการบริการวิชาการแก่สังคม และให้มีการถอดบทเรียนเผยแพร่สู่สาธารณะ

 

องค์ประกอบที่ ๔ การทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม

ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนา

แนวทางการดำเนินการ

   ๑. วิทยาเขตแพร่ควรนำเป้าหมายของแผนกลยุทธมาเป็นแผนหลักในการกำหนดโครงการกิจกรรมที่ดำเนินการประจำปี และกำกับติดตามผลลัพธ์ของกิจกรรมโครงการให้เป็นรูปธรรม เพื่อจะส่งผลให้ตัวชี้วัดความสำเร็จของแผนบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนด รวมทั้งตัวบ่งชี้ของแผนที่สะท้อนความสำเร็จตามพันธกิจของการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม รวมถึงเอกลักษณ์และวัฒนธรรมขององค์กร

   ทบทวนแผนทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมให้สอดคล้องกับโครงการ/กิจกรรม ประจำปี เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

   ๒. ควรพัฒนาแผนการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมให้บูรณาการกับการบริการวิชาการแก่สังคม โดยกำหนดวัตถุประสงค์ เป้าหมาย ตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจน มุ่งสู่การสร้างมาตรฐานคุณภาพด้านศิลปะและวัฒนธรรมให้เป็นที่ยอมรับในระดับชาติ รวมทั้งออกแบบวิธีการประเมินผลที่สอดคล้องกัน

   ทบทวนและปรับปรุงแผนทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมให้สามารถบูรณาการเข้ากับการบริการวิชาการแก่สังคมโดยมีการกำหนดวัตถุประสงค์ เป้าหมาย ตัวชี้วัด ให้เป็นที่ยอมรับในระดับชาติ

 

 

องค์ประกอบที่ ๕ การบริหารจัดการ

ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนา

แนวทางการดำเนินการ

   ๑. ควรมีการทบทวนแผนกลยุทธ์  โดยกำหนดตัวบ่งชี้ผลลัพธ์ในแต่ละประเด็นยุทธศาสตร์ให้ชัดเจน ในส่วนของการกำหนดตัวบ่งชี้ที่เป็นผลลัพธ์ของการดำเนินการที่สะท้อนความสำเร็จของผลลัพธ์ในแต่ละประเด็นยุทธศาสตร์ และเป็นตัวบ่งชี้ที่สะท้อนความสำเร็จของแผนได้อย่างชัดเจน ผู้บริหารทุกระดับของวิทยาเขตควรมีการกำกับติดตามผลลัพธ์อย่างเป็นระบบ และตรวจสอบการดำเนินการให้เป็นไปตามแผนกลยุทธ์ทางการเงินที่กำหนดไว้

   ๑.ทบทวนและปรับปรุงแผนกลยุทธ์ ให้สอดคล้องกับตัวบ่งชี้ ที่สะท้อนให้เห็นความสำเร็จอย่างชัดเจน

   ๒.ติดตามและตรวจสอบผลการดำเนินการให้เป็นไปตามแผนกลยุทธ์ทางการเงินที่กำหนดไว้

   ๒. ควรมีการสร้างความรู้ ความเข้าใจ ในการถ่ายทอดแผนกลยุทธ์ ไปสู่ แผนต่างๆ เช่น แผนกิจกรรมนักศึกษา แผนบริการวิชาการ แผนทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม แผนวิจัย แผนพัฒนาการบริหารหลักสูตร และ การกำกับติดตามผลการดำเนินงานของแผน ให้บรรลุเป้าหมาย ตามวัตถุประสงค์ของแผน และตัวชี้วัดความสำเร็จของแผน

   ๑.จัดสัมมนาการจัดการความรู้ ร่วมกัน เพื่อถ่ายทอดแผนกลยุทธ์ไปสู่แผนอื่น ๆ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามตัวชี้วัดความสำเร็จของแผน

   ๒.กำกับติดตามการดำเนินการตามแผน ให้บรรลุเป้าหมาย วัตถุประสงค์ และตัวชี้วัดความสำเร็จ

   ๓. เมื่อมีการคำนวณต้นทุนต่อหน่วยแล้ว วิทยาเขตและหลักสูตรควรนำต้นทุนต่อหน่วยไปวิเคราะห์ ต้นทุนต่อหน่วยของหลักสูตรมาจากค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ค่าใช้จ่ายนั้นเป็นไปตามพันธกิจหรือไม่ และพันธกิจใดที่ใช้งบประมาณเป็นพิเศษ เหมาะสมหรือไม่ การจัดการบริหารหลักสูตรแต่ละหลักสูตรมีความคุ้มค่าหรือไม่ ควรวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วยของทุกหลักสูตรในวิทยาเขตหรือเพื่อพิจารณาความแตกต่าง ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และโอกาสทางการแข่งขัน

   ๑.แต่งตั้งคณะกรรมการคำนวนต้นทุนต่อหน่วย เพื่อวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายให้เป็นไปตามพันธกิจอย่างเหมาะสม และเกิดความคุ้มค่าของทุกหลักสูตร

   ๒.วิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วยของทุกหลักสูตรและนำมาพิจารณาความแตกต่าง ความคุ้มค่า ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และโอกาสทางการแข่งขัน

  

   ๔. ​ควรมีการทบทวนประเด็นความเสี่ยง ปัจจัยเสี่ยง ในกระบวนการบริหารความเสี่ยง ทั้งนี้ความเสี่ยงควรวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงภายนอก และประเด็นปัจจัยเสี่ยงที่คาดการณ์ว่าเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะมีผลกระทบต่อการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์หรือกระทบต่อภาพลักษณ์ของวิทยาเขตได้ แล้วนำมาจัดทำแผนบริหารความเสี่ยง การดำเนินการป้องกันความเสี่ยง การตรวจสอบความเสี่ยง และสุดท้ายความเสี่ยงลดลงหรือไม่อย่างไร

   ๑.ประชุมคณะกรรมการทบทวนประเด็นความเสี่ยง ภายในและภายนอกที่มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของวิทยาเขต

   ๒.นำผลการวิเคราะห์ความเสี่ยงมาปรับปรุงแผนบริหารความเสี่ยง

   ๓.ดำเนินการป้องกันและตรวจสอบความเสี่ยงเพื่อให้ความเสี่ยงลดลง

  

   ๕. การดำเนินการจัดทำการจัดการความรู้ที่วิทยาเขตควรดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยการนำ Tacit Knowledge ของอาจารย์ที่มีศักยภาพด้านการเรียนการสอนหรืองานวิจัยโดยคณะกรรมการจัดการความรู้ร่วมกันเลือกประเด็นที่คณะกรรมการสามารถนำ Tacit Knowledge ของตนออกมาจัดทำเป็น Explicit Knowledge และมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้หลายครั้ง จนความรู้ในประเด็นนั้นตกผลึก มีการจัดแผนการจัดการความรู้นำสู่การปฏิบัติ ตลอดจนนำไปทดลองใช้และนำไปแลกเปลี่ยนสร้างความเข้าใจประเด็นองค์ความรู้ สุดท้ายเป็นองค์ความรู้ขององค์กร

   มีการจัดทำแผนการจัดการความรู้อย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาด้านการเรียนการสอน การวิจัย อย่างเป็นระบบ และสามารถถ่ายทอดไปสู่การปฏิบัติที่ชัดเจนร่วมกันขององค์กร

   ๖. วิทยาเขต ควรจัดทำแผนการจัดการความรู้ระยะสั้น (๔ ปี) และแผนบริหารความเสี่ยงระยะสั้น (๔ ปี) ที่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ของวิทยาเขต เพื่อการรวบรวมผลการดำเนินงานตามแผนในแต่ละปีอย่างต่อเนื่องและพัฒนาปรับปรุงหรือทบทวนแผนในแต่ละปี เช่น ผลการดำเนินงานของแผนการจัดการความรู้ ความสามารถรวบรวมองค์ความรู้และการถอดบทเรียนองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นแต่ละปีนำมาเผยแพร่เพื่อนำมาใช้ประโยชน์

   ๑.จัดทำแผนการจัดการความรู้ระยะสั้น (๔ ปี)

   ๒.จัดทำแผนบริหารความเสี่ยงระยะสั้น (๔ ปี)

 

   ๗. การจัดทำแผนพัฒนาบุคลากร วิทยาเขตควรมีการทบทวนแผน ตัวชี้วัดที่ท้าทาย ต่อผลลัพธ์ ตามตัวบ่งชี้ เช่น ตำแหน่งทางวิชาการ ผลงานวิชาการและผลงานวิจัย ที่ได้รับการตีพิมพ์ และการถ่ายทอดแผนสู่แผนประจำปี การติดตามแผนในแต่ละปีให้การพัฒนาบุคลากรเป็นไปตามเป้าหมาย และสะท้อนผลลัพธ์ของการพัฒนาบุคลากร

   ทบทวนและปรับปรุงแผนพัฒนาบุคลากร ให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ของวิทยาเขต เพื่อพัฒนาตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์ และการพัฒนาตำแหน่งในสายปฏิบัติการวิชาชีพ ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

   ๘. ควรมีการนำผลการดำเนินการของหลักสูตร และการประเมินคุณภาพหลักสูตรในภาพรวมมาพิจารณาปรับปรุงการดำเนินการและการบริหารหลักสูตรในแต่ละหลักสูตร มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเชิงผลลัพธ์ เพื่อให้สะท้อนถึงการผลิตบัณฑิตตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตร และเชื่อมโยงกับเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพตามกรอบ TQF ผลลัพธ์การเรียนรู้ทั้ง ๕ Domains  และการจัดการเรียนการสอนให้เป็นไปตาม Learning Outcome และ PLOs (Program Learning Outcomes) ที่เป็นผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับหลักสูตรมากขึ้น เพื่อพัฒนาคุณภาพหลักสูตรเข้าสู่ TQR (Thai Qualification Register)

   วิเคราะห์หลักสูตรโดยนำผลการประเมินคุณภาพหลักสูตรมาพัฒนา เพื่อผลิตบัณฑิตตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตรให้เป็นไปตามกรอบมาตรฐาน TQF ผลลัพธ์การเรียนรู้ ทั้ง ๕ Domains  และการจัดการเรียนการสอนให้เป็นไปตาม Learning Outcome และ PLOs (Program Learning Outcomes) ที่เป็นผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับหลักสูตรมากขึ้น เพื่อพัฒนาคุณภาพหลักสูตรเข้าสู่ TQR (Thai Qualification Register)

 

ข้อสรุปตามองค์ประกอบคุณภาพ

          ผลการดำเนินงานโดยเฉลี่ยทั้ง ๕ องค์ประกอบคุณภาพ โดยภาพรวมอยู่ที่ระดับดีมาก(๔.๖๒) จำแนกตามองค์ประกอบ พบว่า

องค์ประกอบที่มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับ “ดีมาก” มีจำนวน ๓ องค์ประกอบ คือ องค์ประกอบที่ ๒, องค์ประกอบที่ ๓ และองค์ประกอบที่ ๕

องค์ประกอบที่มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับ “ดี” มีจำนวน ๒ องค์ประกอบ คือ องค์ประกอบที่ ๑ และองค์ประกอบที่ ๔

 

และพิจารณาจากปัจจัยทั้ง ๓ ด้าน พบว่า

(๑) ด้านปัจจัยนำเข้ามีคะแนนเฉลี่ย ๔.๖๗ อยู่ในเกณฑ์ ระดับดีมาก

(๒) ด้านกระบวนการมีคะแนนเฉลี่ย ๔.๗๑ อยู่ในเกณฑ์ ระดับดีมาก

(๓) ด้านผลลัพธ์มีคะแนนเฉลี่ย ๔.๐๗ อยู่ในเกณฑ์ ระดับดี

 

ข้อเสนอแนะ

จุดแข็งโดยภาพรวม

          ๑. เป็นสถาบันจัดการศึกษาภายในการบริหารงานและการกำกับติดตามของคณะสงฆ์ จึงทำให้การบริหารงานโดยภาพรวมมีความโปร่งใส เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นองค์กรแห่งธรรมาภิบาล

          ๒. การบริหารวิทยาเขต เป็นการบริหารแบบมีส่วนร่วมของบุคลากร ในรูปแบบคณะกรรมการทุกระดับ ภายใต้การบริหารงานของผู้บริหารที่มีภาวะความเป็นผู้นำที่เน้นการทำงานแบบมีส่วนร่วม(ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมตัดสินใจ ร่วมรับผล)

          ๓. มหาวิทยาลัยมีเครือข่ายศิษย์ปัจจุบันและศิษย์เก่าที่เป็นเจ้าคณะพระสังฆาธิการ เป็นหัวหน้าหน่วยงานภาครัฐและเอกชน และเป็นผู้นำองค์กรส่วนท้องถิ่นทุกระดับ รวมทั้งเครือข่ายความร่วมมือกับประชาชน ที่มีความพร้อมด้านทรัพยากร(บุคคล งบประมาณ แหล่งเรียนรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น) ซึ่งสามารถสนับสนุนการบริหารงาน การบริการวิชาการ การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม

จุดที่ควรพัฒนาภาพรวม

          ๑. การสนับสนุนทุนการเผยแพร่งานวิจัย

          ๒. การพัฒนาอาจารย์ประจำหลักสูตร

          ๓. การเปิดหลักสูตรระยะสั้น

          ๔. แผนบริหารความเสี่ยง

          ๕. การบริหารงานบุคลากร

 

แนวทางเสริมจุดแข็งและปรับปรุงจุดที่ควรพัฒนา

          ๑. ควรพิจารณาสนับสนุนทุนเผยแพร่งานวิจัยให้เพียงพอ

          ๒. ควรมีแผนเร่งรัดการพัฒนาคุณวุฒิและตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์ประจำหลักสูตรให้สูงขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพของหลักสูตร

          ๓. ควรสำรวจความต้องการและกำหนดเป้าหมายเพื่อจัดทำหลักสูตรระยะสั้นให้สอดคล้องต่อความต้องการของชุมชน และกลุ่มเป้าหมายในการบริการวิชาการของวิทยาเขต เพื่อบริการชุมชน และเพื่อการพัฒนาชุมชนให้เกิดความยั่งยืน รวมทั้งเป็นการขยายกลุ่มเป้าหมายในการทำหน้าที่ของวิทยาเขต เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง

          ๔. ในการจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงและจัดลำดับความเสี่ยง ควรกำหนดเกณฑ์การประเมินความเสี่ยงทั้งภายใน ภายนอก โอกาสและผลกระทบที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานตามหน้าที่หลักของวิทยาเขต ตามลำดับความสำคัญในแต่ละปี  และจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงเพื่อการบรรลุเป้าหมาย ดำเนินการแก้ไขลด หรือป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม   รวมทั้งประเมินผลการบรรลุตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ในแผน เพื่อนำผลจากการประเมินไปใช้ในการปรับปรุงพัฒนาแผนบริหารความเสี่ยงในปีต่อไป

          ๕. ควรวิเคราะห์ภาระงานที่จะมาสนับสนุนแผนงานในการทำงานตามพันธกิจของวิทยาเขต ให้ครอบคลุมและรวมทั้งวิเคราะห์งานให้เหมาะกับศักยภาพของบุคลากร เช่น ด้านบุคลากรฝ่ายสนับสนุนการวิจัย ฝ่ายวิชาการ ฯลฯ

 

ผลการประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน  วิทยาเขตแพร่ ๒๕๖๒ และเปรียบเทียบย้อนหลัง ๒ ปี

 

องค์ประกอบ

ผลประเมิน

๒๕๖๐

ผลประเมิน

๒๕๖๑

ผลประเมิน

๒๕๖๒

องค์ประกอบ ๑ การผลิตบัณฑิต

๔.๐๐

๓.๙๒

๔.๒๖

องค์ประกอบ ๒ การวิจัย

๔.๓๓

๕.๐๐

๕.๐๐

องค์ประกอบ ๓ การบริการวิชาการ

๒.๐๐

๕.๐๐

๕.๐๐

องค์ประกอบ ๔ การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม

๓.๐๐

๕.๐๐

๔.๕๐

องค์ประกอบ ๕ การบริหารจัดการ

๓.๕๐

๔.๐๐

๔.๗๕

คะแนนเฉลี่ยทุกองค์ประกอบ

.๗๗

.๓๕

.๖๒

 

 

๒.๔ รายงานผลการดำเนินงานของตัวชี้วัดตามแผนปฏิบัติการประจำปี  ๒๕๖๓

 

ที่

ตัวชี้วัด

หน่วยนับ

ค่าเป้า

หมาย

ผล

การดำเนินงาน

หน่วย

งาน

ที่รับผิด

ชอบ

เอกสารหลักฐาน

 – ระดับคะแนนความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตต่อคุณภาพบัณฑิตตามนวลักษณ์ และกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (TQF : HEd)

คะแนน

๔.๑๐

๔.๓๘

วิทยาลัยสงฆ์แพร่

แบบประเมินความพึงพอใจ

 – จำนวนนิสิต/บัณฑิตที่ได้รับการยกย่องหรือได้รับรางวัลระดับชาติ

รูป/คน

วิทยาลัยสงฆ์แพร่

ไม่มี

 – ร้อยละของนิสิตชาวต่างประเทศที่สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรต่อนิสิตชาวต่างประเทศที่รับเข้าศึกษาในแต่ละรุ่น

ร้อยละ

๘๐

๑๐๐

วิทยาลัยสงฆ์แพร่

-สถิติการรับเข้า

—สูจิบัตรปี ๖๒

 – ร้อยละของบัณฑิตที่มีงานทำ หรือปฏิบัติศาสนกิจในองค์กรหรือหน่วยงานระหว่างประเทศต่อบัณฑิตที่มีงานทำหรือปฏิบัติศาสนกิจ

ร้อยละ

๘๐

๑๐๐

วิทยาลัยสงฆ์แพร่

-รายงานผลการปฏิบัติศาสนกิจและบัณฑิตที่มีงานทำ

 – ร้อยละของหลักสูตรที่ได้รับการปรับปรุงให้บูรณาการหลักพระพุทธศาสนากับศาสตร์สมัยใหม่

ร้อยละ

๑๐๐

๕๗.๑๔

วิทยาลัยสงฆ์แพร่

-มคอ.๒ ทุกสาขาวิชา

 – จำนวนหลักสูตรที่ได้รับการพัฒนา และบูรณาการหลักพระพุทธศาสนากับศาสตร์สมัยใหม่ที่เป็นนวัตกรรม

จำนวน

วิทยาลัยสงฆ์แพร่

ไม่มี

– ร้อยละของหลักสูตรที่มีการนำองค์ความรู้หรือนวัตกรรมไปใช้เพื่อพัฒนาจิตใจและสร้างชุมชนหรือสังคมให้เข้มแข็งและอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

ร้อยละ

๘๐

๑๐๐

วิทยาลัยสงฆ์แพร่

-โครงการมหาจุฬาร้อยความรู้สู่ชุมชน

ที่

ตัวชี้วัด

หน่วยนับ

ค่าเป้า

หมาย

ผล

การดำเนินงาน

หน่วย

งาน

ที่รับผิด

ชอบ

เอกสารหลักฐาน

– ร้อยละของหลักสูตรนานาชาติที่มีมีการนำองค์ความรู้หรือนวัตกรรมไปใช้เพื่อพัฒนาจิตใจและสร้างชุมชนหรือสังคมให้เข้มแข็งและอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

ร้อยละ

 

– ร้อยละของอาจารย์ที่มีตำแหน่งทางวิชาการ

ร้อยละ

๘๓

๔๕.๗๑

วิทยาลัยสงฆ์แพร่

-คำสั่งแต่งตั้งผลงานทางวิชาการ

-คำสั่งแต่งตั้งอาจารย์ประจำหลักสูตร

๑๐

– ร้อยละของอาจารย์ที่มีบทความตีพิมพ์หรือเผยแพร่ระดับชาติ

ร้อยละ

๖๐

๔๐

วิทยาลัยสงฆ์แพร่

บทความทางวิชาการ

๑๑

– ร้อยละของอาจารย์ที่ใช้วิธีการจัดกระบวนการเรียนรู้มุ่งผลสัมฤทธิ์คุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์

ร้อยละ

๘๕

๔๐

วิทยาลัยสงฆ์แพร่

–          เอการการบูรการการการเรียนการสอน

มคอ.๓

๑๒

– ร้อยละของหลักสูตรที่มีทรัพยากรการเรียนรู้ที่ระบุ ใน มคอ. ๒

ร้อยละ

๒๕

๑๐๐

วิทยาลัยสงฆ์แพร่

มคอ.๒

๑๓

– ร้อยละของรายวิชาที่ผลิตและใช้สื่อการเรียนรู้ออนไลน์

ร้อยละ

๕๐

๒๗.๖๒

วิทยาลัยสงฆ์แพร่

–          สรุปตารางบรรยายภาคการศึกษาที่๒ ประจำปีการศึกษาและตารามงบรรยายภาคการศึกษาที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๓

รายวิชาที่จัดการเรียนการสอนออนไลน์

๑๔

– ระดับความพึงพอใจของนิสิต คณาจารย์ที่มีต่อทรัพยากรทางการเรียนรู้ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ

ระดับ

 

สำนักงานวิทยาเขตแพร่

 

๑๕

– จำนวนเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรภายนอก เพื่อสนับสนุนทรัพยากรการเรียนรู้

จำนวน

สำนักวิชาการ วิทยาเขตแพร่

-บันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการรณรงค์ป้องกันและปราบปรามการทุจริต  

-บันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยเรื่องการจัดการศึกษา

-บันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยเรื่องการจัดการศึกษา (ร.ร.พระปริยัติธรรม)

-บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ

-บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (อุดมศึกษา)

๑๖

– ร้อยละของผลงานวิจัย งานสร้างสรรค์ และนวัตกรรมทางพระพุทธศาสนาเชิงบูรณาการที่ส่งผลต่อการพัฒนาจิตใจและสังคมอย่างยั่งยืนต่อจำนวนผลงานวิจัย งานสร้างสรรค์และนวัตกรรมทั้งหมด

ร้อยละ

๑๕

๕๓.๓๓

สำนักวิชาการ วิทยาเขตแพร่

   งานวิจัยทั้งหมดที่แล้วเสร็จในปีการศึกษา ๒๕๖๒ มีจำนวน ๑๕ เรื่อง งานวิจัยพัฒนาองค์ความรู้หรือนวัตกรรมทางพระพุทธศาสนาที่นำไปใช้ประโยชน์ จำนวน ๘ เรื่อง

   คิดเป็นร้อยละ ๕๓.๓๓ ของจำนวนผลงานวิจัย งานสร้างสรรค์และนวัตกรรมทั้งหมด

   ๑.งานวิจัยเรื่อง การบูรณาการการเรียนการสอนในรายวิชาสัมมนาสังคมศึกษากับการบริการวิชาการสู่สังคม ของนิสิตคณะครุศาสตร์

   ๒.งานวิจัยเรื่อง ศึกษาคุณค่าโบราณคดีด้านพุทธศิลปกรรมและบทบาทการอนุรักษ์พุทธศิลปกรรมของพระสงฆ์ ในจังหวัดแพร่

   ๓.งานวิจัยเรื่อง ศึกษาบทบาทของพระสงฆ์ในการบริหารวัดโดยใช้หลักธรรมาภิบาล ศึกษาเฉพาะกรณีอำเภอเมือง จังหวัดแพร่

   ๔.งานวิจัยเรื่อง ศึกษาประวัติและผลงานของปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาในล้านนา

   ๕.งานวิจัยเรื่อง การจัดการองค์ความรู้อาหารพื้นบ้านยอดนิยมเพื่อเสริมสร้างสุขภาพของผู้สูงอายุของภาคเหนือตอนบน

   ๖.งานวิจัยเรื่อง แผนงานวิจัย อาหารพื้นบ้าน:กระบวนการจัดการอาหารพื้นบ้านยอดนิยมตามหลักโภชนาการเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุเขตภาคเหนือตอนบ

   ๗.งานวิจัยเรื่อง โครงการย่อยที่ ๑ องค์ความรู้และคุณค่าอาหารพื้นบ้านยอดนิยมตามหลักโภชนาการเพื่อเสริมสร้างสุขภาพผู้สูงอายุเขตภาคเหนือตอนบน

   ๘.งานวิจัยเรื่อง โครงการย่อยที่ ๒ การพัฒนาอาหารพื้นบ้านยอดนิยมตามหลักโภชนาการเพื่อเสริมสร้างสุขภาพผู้สูงอายุเขตภาคเหนือตอนบน

๑๗

 – ร้อยละของอาจารย์และนักวิจัยที่มีผลงานวิจัย งานสร้างสรรค์และนวัตกรรมที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารที่อยู่ในฐานข้อมูล TCI ฐาน ๑

ร้อยละ

๓๐

๑๑.๔๓

วิทยาลัยสงฆ์แพร่

บทความทางวิชาการวิจัย

๑๘

– ร้อยละของผลงานวิจัย งานสร้างสรรค์และนวัตกรรมที่ตีพิมพ์เผยแพร่ระดับชาติ ต่อจำนวนผลงานวิจัย งานสร้างสรรค์ และนวัตกรรมทั้งหมด

ร้อยละ

๑๕

๘๑.๘๒

วิทยาลัยสงฆ์แพร่

–          ผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์

บทความวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์

๑๙

– ร้อยละของผลงานวิจัย งานสร้างสรรค์และนวัตกรรมที่ได้รับการอ้างอิงหรือนำไปใช้ ประโยชน์ในการพัฒนาจิตใจและสังคมในระดับชาติ

ร้อยละ

๑๐

๓๖.๓๖

วิทยาลัยสงฆ์แพร่

หนังสือรับรองการนำไปใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัย

๒๐

– ร้อยละของผลงานวิจัย งานสร้างสรรค์และนวัตกรรมที่ได้รับการอ้างอิงหรือนำไปใช้ ประโยชน์ในการพัฒนาจิตใจและสังคมในระดับนานาชาติ

ร้อยละ

 

๒๑

– จำนวนโครงการวิจัยที่อาจารย์และนักวิจัยไทยดำเนินการร่วมกับนักวิจัยชาวต่างประเทศ

จำนวน

 

๒๒

– ร้อยละของโครงการบริการวิชาการแก่สังคมที่มีผลความพึงพอใจของผู้รับบริการ  ในระดับดี

ร้อยละ

๘๕

๑๐๐

สำนักวิชาการ วิทยาเขตแพร่

๑.โครงการเผยแผ่ธรรมะทางสถานีวิทยุ

๒.โครงการแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ด้านการบริการวิชาการแก่สังคมกับการเรียนการสอน

๓.โครงการมหาจุฬารวมใจร้อยความรู้สู่ชุมชน

๔.โครงการสอนธรรมศึกษาแก่ประชาชน

๕.โครงการจัดการความรู้เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา

๖.โครงการอบรมการเรียนรู้งาน  ศาสนพิธีและวัฒนธรรมไทย

๗.โครงการจัดทำวารสารมหาจุฬาฯวิทยาเขตแพร่

๘.โครงการธรรมสัญจร

๙.โครงการจัดนิทรรศการวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและวันสำคัญของชาติ

๒๓

– จำนวนผลงานบริการวิชาการแก่สังคมที่ได้รับการยกย่องหรือได้รับรางวัล ในระดับชาติ

จำนวน

สำนักวิชาการ วิทยาเขตแพร่

งานวิจัยเรื่อง ยุทธศาสตร์การเสริมสร้างจิตสำนึกความเป็นพลเมืองดีของเยาสำนักวิชาการ วิทยาเขตแพร่นบนฐานพุทธธรรมของภาคีการศึกษาและพระสอนศีลธรรม ของ ผศ.ชลธิชา จิรภัคพงค์

  ได้รับรางวัล ผลงานวิจัยระดับดีในการประชุมวิชาการระดับชาติ ของสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

๒๔

– ร้อยละของโครงการบริการวิชาการแก่สังคมที่บูรณาการกับการะบวนการเรียนการสอนในรายวิชา

ร้อยละ

๑๐

๕๕.๕๖

สำนักวิชาการ วิทยาเขตแพร่

๑.โครงการแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ด้านการบริการวิชาการแก่สังคมกับการเรียนการสอน

๒.โครงการมหาจุฬารวมใจร้อยความรู้สู่ชุมชน

๓.โครงการจัดการความรู้เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา

๔.โครงการอบรมการเรียนรู้งาน ศาสนพิธีและวัฒนธรรมไทย

๕.โครงการธรรมสัญจร

๒๕

– ร้อยละของโครงการบริการวิชาการแก่สังคมที่บูรณาการกับการวิจัย

ร้อยละ

๑๐

๑๑.๑๑

สำนักวิชาการ วิทยาเขตแพร่

๑.โครงการมหาจุฬารวมใจร้อยความรู้สู่ชุมชน

บูรณาการกับการวิจัยเรื่องการบูรณาการการเรียนการสอนในรายวิชาสัมมนาสังคมศึกษากับการบริการวิชาการสู่สังคม ของนิสิตคณะครุศาสตร์

๒๖

– ร้อยละของโครงการบริการวิชาการแก่สังคมที่บูรณาการกับการทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม

ร้อยละ

๑๐

 

สำนักวิชาการ วิทยาเขตแพร่

๑.โครงการอบรมการเรียนรู้งาน  ศาสนพิธีและวัฒนธรรมไทย

๒.โครงการจัดนิทรรศการวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและวันสำคัญของชาติ

๒๗

– จำนวนผลงานด้านพระพุทธและศิลปวัฒนธรรมที่ได้รับการยกย่องหรือได้รับรางวัลในระดับชาติ

จำนวน

สำนักวิชาการ วิทยาเขตแพร่

ผลงานด้านพระพุทธและศิลปวัฒนธรรมที่ได้รับการยกย่องหรือได้รับรางวัลในระดับชาติ

๒๘

– จำนวนนวัตกรรมด้านพระพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรมที่เกิดจากการบูรณาการส่งเสริมพระพุทธศาสนาและทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมกับการเรียนการสอนการวิจัย และบริการวิชาการแก่สังคม

จำนวน

สำนักวิชาการ วิทยาเขตแพร่

โครงการ ส่งเสริมและพัฒนาแหล่งเรียนรู้ทางด้านพระพุทธศาสนา และภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

๒๙

– ระดับความสำเร็จของการนำหลักพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการองค์กร

ระดับ

 

สำนักงานวิทยาเขตแพร่

 

๓๐

– ระดับความสำเร็จของการบริหารตามหลักธรรมาภิบาล

ระดับ

 

สำนักงานวิทยาเขตแพร่

 

๓๑

– ระดับความสำเร็จของงานเป็นไปตามแผนปฏิบัติการประจำปี

ระดับ

 

สำนักงานวิทยาเขตแพร่

รายงานประจำปี

งบประมาณ ๒๕๖๓

๓๒

– ระดับความสำเร็จของแผนพัฒนาตามพันธกิจและแผนสนับสนุนการบริหารจัดการองค์กร

ระดับ

 

สำนักงานวิทยาเขตแพร่

แบบรายงานผลการปฏิบัติงานตามตัวชี้วัด

๓๓

– ร้อยละของการใช้จ่ายงบประมาณที่เป็นไปตามแผนงบประมาณ

ร้อยละ

๙๕

 

สำนักงานวิทยาเขตแพร่

แบบฟอร์มจัดทำแผน-ผล

 ปีงบประมาณ ๒๕๖๓

๓๔

– ระดับความพึงพอใจของบุคลากรที่มีต่อการบริหารจัดการ

ระดับ

 

สำนักงานวิทยาเขตแพร่

รายงานผลการประเมินความพึงพอใจของบุคลากร

๓๕

– ระดับความสุขของบุคลากรในการปฏิบัติงานภายในองค์กร

ระดับ

 

สำนักงานวิทยาเขตแพร่

รายงานผลการประเมินความสุขของบุคลากร

 

 

๒.๕ ข้อมูลระดับของตัวชี้วัด ตามแผนพัฒนามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยวิทยาเขตแพร่ แผนปฏิบัติการประจำปี ๒๕๖๓

ยุทธศาสตร์ ที่ ๑พัฒนาบัณฑิตให้มีคุณภาพ

เป้าประสงค์ ๑   บัณฑิตมีคุณลักษณะตามนวลักษณ์ และ กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (TQF : HEd)

ตัวชี้วัด ๑.๑.๑  ระดับคะแนนความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตต่อคุณภาพบัณฑิตตามนวลักษณ์ และกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (TQF : HEd)

หน่วยนับ : คะแนน

คำอธิบาย

          ผู้ใช้บัณฑิต ให้หมายรวมถึง  นายจ้าง ผู้ประกอบการ และผู้ที่บัณฑิตทำงานเกี่ยวข้องด้วย

          ระดับความพึงพอใจ หมายถึง ค่าเฉลี่ยความพึงพอใจ (เทียบจากค่า ๕ ระดับ) ของนายจ้าง ผู้ประกอบการ และผู้ที่บัณฑิตทำงานเกี่ยวข้องด้วย  จากการประเมินคุณภาพของบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (TQF : HEd)  คือคุณลักษณะของบัณฑิตระดับปริญญาตรี  ปริญญาโท และปริญญาเอก ที่พึงประสงค์ ครอบคลุมอย่างน้อย ๕ ด้าน คือ ๑.ด้านคุณธรรมและจริยธรรม  ๒.ด้านความรู้     ๓. ด้านทักษะทางปัญญา  ๔.ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ  ๕.ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ รวมทั้งการประเมินคุณภาพบัณฑิตที่พึงประสงค์ตามนวลักษณ์ ทั้ง ๙ ประการ คือ

๑)  มีปฏิปทาน่าเลื่อมใส                     

๒)  รู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของสังคม   

๓)  มีศรัทธาอุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนา

๔)  มีความสามารถและทักษะด้านภาษา   

๕)  ใฝ่รู้ใฝ่คิด                                 

๖)  รู้จักเสียสละเพื่อส่วนรวม

๗)  มีโลกทัศน์กว้างไกล                      

๘)  เป็นผู้นำด้านจิตใจและปัญญา          

๙)  มีศักยภาพพร้อมที่จะใช้และพัฒนานวัตกรรมเชิงพุทธ

เกณฑ์การให้คะแนน :

          ใช้คะแนนจากผลการประเมินคุณภาพบัณฑิต และ นวลักษณ์ คะแนนเต็ม ๕

 

เป้าประสงค์ ๑.๔ ทรัพยากรการเรียนรู้เพียงพอและเหมาะสม

ตัวชี้วัดที่  ๑.๔.๓ ระดับความพึงพอใจของนิสิต คณาจารย์ที่มีต่อทรัพยากรการเรียนรู้

หน่วยนับ : คะแนน

คำอธิบาย

  • ทรัพยากรทางการเรียนรู้ให้หมายรวมถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่ช่วยสนับสนุนทั้งทางตรงและทางอ้อมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ เช่น ข้อมูลสารสนเทศ สื่อทุกรูปแบบ บุคลากร วัสดุ อาคาร สถานที่  เป็นต้น
  • ระดับความพึงพอใจ หมายถึง ระดับคะแนนความพึงพอใจของนิสิต และคณาจารย์ ที่ได้รับการประเมินทรัพยากรทางการเรียนรู้ในแต่ละช่วงปีงบประมาณ

เกณฑ์การประเมิน

          ใช้คะแนนที่ได้จากผลการประเมินความพึงพอใจของนิสิตและคณาจารย์ ที่มีต่อทรัพยากรทางการเรียนรู้  คะแนนเต็ม ๕

 

ยุทธศาสตร์ที่ ๕  พัฒนาการบริหารจัดการองค์กรเชิงพุทธบูรณาการ

เป้าประสงค์  ๕.๑ การบริหารจัดการองค์กรโดยใช้หลักพระพุทธศาสนาบูรณาการกับการบริหารจัดการ

ตัวชี้วัดที่  ๕.๑.๑ ระดับความสำเร็จของการนำหลักพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการองค์กร

หน่วยนับ : ระดับ

เกณฑ์มาตรฐาน

          ระดับ ๑ มีการกำหนดหลักธรรมเพื่อการบริหารจัดการองค์กร         

          ระดับ ๒ มีการรณรงค์และดำเนินการส่งเสริมให้ผู้บริหารส่วนงานรับรู้และเข้าใจหลักธรรมเพื่อการบริการจัดการองค์กร

          ระดับ ๓ ส่วนงานนำหลักธรรมเพื่อการบริหารจัดการองค์กรที่ วิทยาเขตแพร่ กำหนด ไปสู่การปฏิบัติ ร้อยละ ๖๐

          ระดับ ๔ ส่วนงานนำหลักธรรมเพื่อการบริหารจัดการองค์กรที่ วิทยาเขตแพร่ กำหนด ไปสู่การปฏิบัติ ร้อยละ ๘๐

          ระดับ ๕ มีแนวปฏิบัติที่ดีในการใช้หลักธรรมเพื่อการบริหารจัดการองค์กร เผยแพร่ต่อสาธารณชน

ตัวชี้วัดที่ ๕.๑.๒  ระดับความสำเร็จของการบริหารตามหลักธรรมาภิบาล

หน่วยนับ : ระดับ

เกณฑ์มาตรฐาน

          ระดับ ๑ มีการกำหนดและเผยแพร่แนวปฏิบัติของผู้บริหารตามองค์ประกอบของหลักธรรมาภิบาล

          ระดับ ๒ ผู้บริหารมีความรู้ความเข้าใจในหลักธรรมมาภิบาลตามที่กำหนดไม่น้อยกว่าระดับดี

          ระดับ ๓ ผู้บริหารนำหลักธรรมาภิบาลที่กำหนดไปใช้ในการบริหารองค์กรไม่น้อยกว่าระดับดี และรายงานต่อสภาวิทยาเขตแพร่ อย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง

          ระดับ ๔ มีการนำผลการประเมินการนำหลักธรรมาภิบาล ไปปรับปรุงแนวปฏิบัติ

          ระดับ ๕ มีแนวปฏิบัติที่ดีในการใช้หลักธรรมาภิบาลเพื่อการบริหารจัดการองค์กร เผยแพร่ต่อสาธารณชน

 

ตัวชี้วัดที่ ๕.๑.๓ ระดับความสำเร็จของงานเป็นไปตามแผนปฏิบัติการประจำปี ๒๕๖๓

หน่วยนับ : ระดับ

คำอธิบาย

          พิจารณาจากการที่หน่วยงานมีการดำเนินงานตามแผนพัฒนามหาวิทยาลัย ระยะที่ ๑๒ โดยการมีส่วนร่วมของบุคลากร ทุกระดับ

เกณฑ์มาตรฐาน

          ระดับ ๑ ระดับผลสำเร็จของการบรรลุเป้าหมายตามตัวชี้วัด ของแผนปฏิบัติการประจำปี ๒๕๖๓ ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๐

          ระดับ ๒ ระดับผลสำเร็จของการบรรลุเป้าหมายตามตัวชี้วัด ของแผนปฏิบัติการประจำปี ๒๕๖๓ ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๔

          ระดับ ๓ ระดับผลสำเร็จของการบรรลุเป้าหมายตามตัวชี้วัด ของแผนปฏิบัติการประจำปี ๒๕๖๓ ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๘

          ระดับ ๔ ระดับผลสำเร็จของการบรรลุเป้าหมายตามตัวชี้วัด ของแผนปฏิบัติการประจำปี ๒๕๖๓ ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๙๒

          ระดับ ๕ ระดับผลสำเร็จของการบรรลุเป้าหมายตามตัวชี้วัด ของแผนปฏิบัติการประจำปี ๒๕๖๓ ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๙๕

ตัวชี้วัดที่  ๕.๑.๔ ระดับความสำเร็จของแผนพัฒนาตามพันธกิจและแผนสนับสนุนการบริหารจัดการองค์กร

หน่วยนับ : ระดับ

คำอธิบาย

          พิจารณาจากผลสำเร็จของการบรรลุเป้าหมายตามแผนพัฒนาตามพันธกิจและแผนสนับสนุนการบริหารจัดการองค์กร คือ

  • แผนการพัฒนาการผลิตบัณฑิต เช่น แผนพัฒนาหลักสูตร แผนยุทธศาสตร์ประกันคุณภาพการศึกษา  แผนพัฒนานิสิต เป็นต้น
  • แผนพัฒนางานวิจัย
  • แผนพัฒนางานส่งเสริมพระพุทธศาสนาและบริการสังคม
  • แผนพัฒนางานทะนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม
  • แผนสนับสนุนการบริหารจัดการองค์กร เช่น แผนกลยุทธ์ทางการเงิน  แผนพัฒนาบุคลากร  แผนจัดการความรู้  แผนบริหารความเสี่ยง  แผนพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ  เป็นต้น

 

เกณฑ์มาตรฐาน

          ระดับ ๑ ระดับผลสำเร็จของการบรรลุเป้าหมายตามแผนพัฒนาตามพันธกิจและแผนสนับสนุนการบริหารจัดการองค์กร   ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๐  

          ระดับ ๒ ระดับผลสำเร็จของการบรรลุเป้าหมายตามแผนพัฒนาตามพันธกิจและแผนสนับสนุนการบริหารจัดการองค์กร   ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๔  

          ระดับ ๓ ระดับผลสำเร็จของการบรรลุเป้าหมายตามแผนพัฒนาตามพันธกิจและแผนสนับสนุนการบริหารจัดการองค์กร   ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๘  

          ระดับ ๔ ระดับผลสำเร็จของการบรรลุเป้าหมายตามแผนพัฒนาตามพันธกิจและแผนสนับสนุนการบริหารจัดการองค์กร   ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๙๒  

          ระดับ ๕ ระดับผลสำเร็จของการบรรลุเป้าหมายตามแผนพัฒนาตามพันธกิจและแผนสนับสนุนการบริหารจัดการองค์กร   ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๙๕  

 

ตัวชี้วัดที่  ๕.๑.๖.ระดับความพึงพอใจของบุคลากรที่มีต่อการบริหารจัดการ

เกณฑ์การประเมิน

          ใช้คะแนนจากผลการประเมินความพึงพอใจของบุคลากรที่มีต่อการบริการจัดการ  คะแนนเต็ม ๕

 

ตัวชี้วัดที่ ๕.๑.๗ ระดับความสุขของบุคลากรในการปฏิบัติงานภายในองค์กร

คำอธิบาย 

          พิจารณาจากผลสำรวจระดับความสุขของบุคลากรในการปฏิบัติงานภายในองค์กร โดยมีคณะกรรมการจัดทำแบบสำรวจและดำเนินการสำรวจ ระดับความสุขของบุคลากร ในการปฏิบัติงานภายในองค์กร วัดจากแบบสำรวจในประเด็นที่เกี่ยวข้องดังนี้

  • สภาพการทำงาน เช่น ความพึงพอใจต่อโอกาสตัดสินใจเรื่องเกี่ยวกับการทำงาน หรือ มีความพึงพอใจในการทำงาน
  • คุณภาพชีวิตการทำงาน คือ ความพึงพอใจกับค่าตอบแทนที่ได้รับ ชั่วโมงการทำงาน สภาพแวดล้อมการทำงาน ผลตอบแทนที่ได้รับจากการทำงาน ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน

เกณฑ์มาตรฐาน

          ระดับ ๑ บุคลากร มีความสุขในการปฏิบัติงานภายในองค์กร ร้อยละ   ๑ –  ๒๐

          ระดับ ๒ บุคลากร มีความสุขในการปฏิบัติงานภายในองค์กร ร้อยละ ๒๑ – ๔๐

          ระดับ ๓ บุคลากร มีความสุขในการปฏิบัติงานภายในองค์กร ร้อยละ ๔๑ – ๖๐

          ระดับ ๔ บุคลากร มีความสุขในการปฏิบัติงานภายในองค์กร ร้อยละ ๖๑ – ๘๐

          ระดับ ๕ บุคลากร มีความสุขในการปฏิบัติงานภายในองค์กร ร้อยละ ๘๑ – ๑๐๐

ผู้บริหาร วิทยาเขตแพร่

พระราชเขมากร,รศ.ดร.

รองอธิการบดีวิทยาเขตแพร่
Show Details

พระครูโฆษิตสังฆพิทักษ์,ดร.

ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริหาร
Show Details

นายสุขุม กันกา

ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการทั่วไป
Show Details

ดร.ธาดา เจริญกุศล

ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการ
Show Details

พระครูสิทธิชยาภิรัต,ดร

ผู้อำนวยการ สำนักงานวิทยาเขตแพร่
Show Details

ผศ.สุพจน์ แก้วไพฑูรย์

รองผู้อำนวยการ สำนักงานวิทยาเขตแพร่
Show Details

พระครูสุนทรธรรมนิทัศน์,ผศ.ดร.

ผู้อำนวยการวิทยาลัยสงฆ์
Show Details

ผศ.ดร.สมจิตร ขอนวงศ

ผู้อำนวยการ สำนักงานวิทยาลัยฆ์
Show Details

พระมหาสิทธิชัย ชยสิทฺธิ,ดร.

ผู้อำนวยการสำนักงานวิชาการวิขทยาเขตแพร่

ระดับปริญญาเอก ที่เข้าศึกษา พ.ศ. 2558 สาขาวิชา พระพุทธศาสนา คณะ พุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยา วิทยาเขตเชียงใหม่ ประเทศ ไทย ปีที่สำเร็จการศึกษา พ.ศ. 2561

นายกริช อินเต็ม

ผู้อำนวยการส่วนสนับสนุนวิชาการ / นักวิชาการโสตทัศนศึกษา ชำนาญการ

บุคลากรสายปฏิบัติการสนับสนุน วิทยาเขตแพร่

กลุ่มงานบริหาร

ปฏิบัติงานด้านธุรการ งานบริหารงานทั่วไป
ปฏิบัติงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย

กลุ่มงานบัณทิตศึกษา
กลุ่มงานวิชาการและวางแผน

ปฏิบัติงานจัดทำ ปรับปรุง งานวางแผน
พัฒนาหลักสูตร ส่งเสริม
ประเมินประสิทธิภาพการสอน
งานตำราและเอกสารทางวิชาการ
ปฏิบัติงานอื่นที่ได้รับมอบหมาย

กลุ่มงานบริการการศึกษา

ปฏิบัติงานจัดการเรียนการสอน ในสาขาวิชาต่าง ๆ
งานบัณฑิตศึกษา จัดทำตารางสอน ตารางสอบ ขั้นตอนการจัดสอบ
งานฝึกอบรม งานบริการการศึกษา
ส่งเสริมกิจการนิสิต งานติดตาม
ประเมินผลการปฏิบัติศาสนกิจ 
ปฏิบัติงานบริการสังคมของนิสิต
งานสวัสดิการนิสิต
ปฏิบัติงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย

กลุ่มงานบริหาร

ปฏิบัติงานด้านธุรการ
งานประชาสัมพันธ์องค์กร
งานบุคคล  งานสวัสดิการ
งานเลขานุการผู้บริหาร
งานพิธีการประชุม งานนิติการ
งานกองทุนพัฒนา
รวมทั้งประสานงานกับส่วนงานที่เกี่ยวข้อง
และปฏิบัติงานอื่นที่ได้รับมอบหมาย

กลุ่มงานแผนและงบประมาณ
กลุ่มงานการเงิน

ปฏิบัติงานศึกษาและวิเคราะห์เกี่ยวกับเรื่องการเงินการรับ –จ่ายเงิน
เก็บรักษาเงินตามกฎ ระเบียบ และข้อบังคับ
รายงานยอดเงิน คงเหลือเสนอผู้บริหารเป็นประจำที่มีการรับ – จ่ายเงิน
ดำเนินการเตรียมจ่ายเงินสดและเช็ค เสนอผู้มีอำนาจสั่งจ่าย ลงนาม และดำเนินการฝาก-ถอน
และโอนเงินฝากธนาคาร ทุกประเภท ร่วมทั้งบริหารจัดการการเงิน
เพื่อให้เป็นประโยชน์สูงสุด
และปฏิบัติงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย

กลุ่มงานบัญชี

ปฏิบัติงานจัดทำเอกสารหลักฐาน
บันทึกรายการบัญชี ปรับปรุงบัญชี
การปิดบัญชี จัดทำรายงานทางการเงิน
และปฏิบัติงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย 

กลุ่มงานทรัพย์สินและพัสดุ

ปฏิบัติงานเกี่ยวกับงานอาคารสถานที่
ยานพาหนะ และงานพัสดุ
และปฏิบัติงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับ
มอบหมาย

นายธีรวัฒน์ ผัดผ่อง
นักวิชาการพัสดุ ชำนาญการ

เบอร์โทรศัพท์ :
0654945956
Email : teerawat.phat@mcu.ac.th 

งานส่งเสริมพระพุทธศาสนา

 ปฏิบัติงานจัดกิจกรรม ส่งเสริม สนับสนุน เผยแผ่ ทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา และศิลปวัฒนธรรม
เว็บไซต์งานส่งเสริมพระพุทธศาสนา

http://www.info.mcu.ac.th/

งานบริการวิชาการแก่สังคม

งานบริการ ฝึกฝนอบรมเกี่ยวกับคุณธรรม จริยธรรม วิปัสสนากรรมฐาน 
งานพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน งานบรรพชาและอบรมเยาวชนภาคฤดูร้อน
เว็ปไซต์งานบริการสังคม
http://www.stud.mcu.ac.th/gbs/

งานทะเบียนและวัดผล

ปฏิบัติงานจัดทำคู่มือ การรับสมัคร การคัดเลือกนิสิต และการลงทะเบียน กองทุนการศึกษา ข้อมูลนิสิต และให้บริการเกี่ยวกับทะเบียนประวัติ
งานจัดทำระบบการวัดผลการศึกษา แจ้งผลการศึกษา ตรวจสอบการขออนุมัติปริญญาแก่ผู้สำเร็จการศึกษา
ออกหนังสือสำคัญแก่ผู้สำเร็จการศึกษา

เว็บไซต์ระบบทะเบียน >>http://regweb.mcu.ac.th

ห้องสมุดและสารสนเทศ

 ปฏิบัติงานห้องสมุด และเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น จัดหาและให้บริการยืม – คืนหนังสือ วารสาร เอกสารวิชาการ อุปกรณ์ โสตทัศนูปกรณ์ 

จัดอบรมบุคลากร นิสิต นักศึกษา ของวิทยาเขตให้มีความรู้ ความเข้าใจสามารถใช้คอมพิวเตอร์เพื่อค้นคว้าหรือสนับสนุนการทำงาน รวมทั้งผลิต จัดหาโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อสนับสนุนการทำงานและการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

เว็บไซต์ห้องสมุดและสารสนเทศ

งานวิจัยและคุณภาพการศึกษา

 ปฏิบัติงานวางแผนและพัฒนางานวิจัย จัดหาทุนสนับสนุนงานวิจัย และเผยแพรและนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ รวบรวมและประมวล ข้อมูลการประกันคุณภาพการศึกษา งานพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อการประกันคุณภาพการศึกษา

งานพัฒนาระบบกลไกการ ประกันคุณภาพการศึกษาเผยแพร่การประกันคุณภาพการศึกษา งานอบรมและบริการวิชาการ รวมทั้งการจัดเก็บสถิติทางวิชาการต่างๆ
เว็บไซต์หน่วยประกันคุณภาพการศึกษา
http://qa.mcu.ac.th/

Back to top button
WP-Backgrounds by InoPlugs Web Design and Juwelier Schönmann